Technology – SEO Master บริษัทรับทำ SEO รับดูแลเว็บไซต์ ราคาถูก ครบวงจร https://seomasterth.com SEO MASTER Tue, 23 Jan 2024 05:26:42 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.3.5 https://seomasterth.com/wp-content/uploads/2023/11/cropped-seomaster-icon-32x32.jpg Technology – SEO Master บริษัทรับทำ SEO รับดูแลเว็บไซต์ ราคาถูก ครบวงจร https://seomasterth.com 32 32 HTML คืออะไร ใช้ทำ SEO ยังไง https://seomasterth.com/what-is-html/ Sun, 24 Dec 2023 10:39:53 +0000 https://seomasterth.com/?p=26849 HTML คืออะไร

HTML ย่อมาจาก Hypertext Markup Language คือ ภาษาที่ใช้เขียนเว็บไซต์ ประกอบไปด้วยข้อความภาษาอังกฤษ เรามักเรียกกันว่าแท็ก (Tag) ที่เชื่อมต่อกันผ่าน Link และ Markup เรียกว่า โปรแกรมภาษา HTML เป็นโค้ดภาษาแรกที่ใช้ในการเรียนการสอน เริ่มเขียนเว็บไซต์

ปัจจุบันการทำ SEO มีความสำคัญต่อการทำการตลาดออนไลน์มาก ถ้าธุรกิจของเรามี Keyword ติดอันดับกูเกิลในหน้าแรก ยิ่งเพิ่มโอกาสขายสินค้าและบริการให้กับลูกค้า ถึงแม้ว่าคนเขียน Content ไม่จำเป็นจะต้องรู้ภาษา HTML เท่ากับโปรแกรมเมอร์ แต่อย่างน้อยที่สุดก็ควรรู้โครงสร้างของ HTML เพื่อประโยชน์แก่การทำคอนเทนต์ที่ตรงหลักการทำ SEO ให้กับเว็บไซต์ เพื่อให้ติดอันดับดีๆนั่นเอง

ความเป็นมาของ HTML

เริ่มขึ้นเมื่อปี 1980 เมื่อ Tim Berners Lee เสนอต้นแบบสำหรับนักวิจัยใน CERN เพื่อแลกเปลี่ยนเอกสาร ข้อมูลด้านการวิจัย โดยใช้ชื่อว่า Enquire ในปี 1990 เค้าได้เขียนโปรแกรมเบราเซอร์ และทดลองรันบนเซิฟเวอร์ที่เค้าพัฒนาขึ้น HTML ได้รับการรู้จักจาก HTML Tag ซึ่งมีอยู่ 18 Tag ในปี 1991 และพัฒนาต่อมาจนถึงปัจจุบัน 2024 เป็นเวอร์ชั่น HTML5

โครงสร้างของภาษา HTML คืออะไร

รู้ความหมายของภาษา HTML กันไปแล้ว ทีนี้เราจะพามาดูโครงสร้างของภาษา HTML ที่ใช้ในการเขียนเว็บเพจว่าคืออะไร และมีอะไรบ้าง

ไฟล์ HTML จะแสดงเป็นข้อความเท่านั้น ไม่มีภาพ ไม่มีวิดีโอ ไม่มีการเอียง ขีดเส้นใต้ ทำตัวหนา ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับคำสั่งที่เขียนลงไป จากนั้นเว็บเบราว์เซอร์จะทำการอ่านและถอดรหัสภาษาเหล่านี้ และแสดงผลเป็นหน้าเว็บเพจสวยงาม อ่านง่าย สบายตา ที่เราเห็นอยู่ทุกวัน โดยไฟล์ HTML มีส่วนประกอบหลักอยู่ 3 อย่าง คือ

  1. Tag <html> ใช้บอกว่าไฟล์นี้คือไฟล์ html
  2. ส่วนหัว หรือ Header อยู่ใน Tag <head> ซึ่งจะประกอบไปด้วย Title , Meta Tag, การโหลดไฟล์สคิปต์ ที่ใช้จัดทำเลเอาท์ (.css) ลูกเล่นต่างๆ บนเว็บไซต์ (.js)
  3. ส่วนเนื้อหา หรือ Body อยู่ใน Tag <body> ซึ่งจะประกอบไปด้วยข้อความ รูปภาพ หรือสื่อประกอบอื่น ๆ

HTML TAG คืออะไร

HTML Tag คือ ชุดคำสั่งภาษา HTML ที่บอกว่าชุดคำสั่งนี้ทำหน้าที่อะไร เช่น การแสดงผลของข้อความและสื่อต่างๆ บนหน้าเว็บเพจ โดยชุดคำสั่งจะอยู่ในเครื่องหมาย < และ > โดยเราสามารถแบ่ง HTML Tag ออกเป็น 2 ประเภทหลัก ๆ คือ

HTML Tag ที่สำคัญ และคนทำ SEO ควรรู้ คืออะไรบ้าง

สำหรับคนเขียนคอนเทนต์ ทำ SEO เขียนบทความ ลงสินค้า HTML Tag ที่ควรศึกษาให้มีความรู้ความเข้าใจ ดังต่อไปนี้

<HTML>….</HTML> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของไฟล์ HTML ของเว็บเพจ

<HEAD>….<HEAD> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของส่วนที่เป็น Header

<title>…</title> ชื่อเรื่องของหน้าเพจ แสดงผลบน Browser และบน SERP การแสดงผลบน Google

<BODY>….</BODY> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของส่วนที่เป็น Body

<H1>….</H1> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของหัวข้อเรื่อง (Heading) อันดับ 1

<H2>….</H2> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของหัวข้อเรื่อง (Heading) อันดับ 2

<H3>….</H3> จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของหัวข้อเรื่อง (Heading) อันดับ 3

<a href=””>..</a> ข้อความ link

<img src=”” alt=””></img> รูปภาพ

<ul>…</ul> หัวข้อย่อยที่เป็น Bullet

<ol>…</ol> หัวข้อย่อยที่เป็นลำดับหมายเลข

ตัวอย่างของภาษา HTML ในหน้าเว็บไซต์

<html>

  <head> <title> SEO MASTER ให้บริการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google</title> </head>

  <body>

  <H1>SEO คืออะไร</H1>

  <P>SEO คือ การทำปรับแต่งเว็บไซต์ให้ติดหน้าแรกของการค้นหาใน Google ตามข้อมูลหลักสูตร SEO fundamental</P>

 <H2>บริการรับทำ SEO มีอะไรบ้าง</H2>

 <ul>
<li>…</li>
</ul>

<ol>

<li>…</li>
</ol>

</body>

</html>

ใช้งาน WordPress ต้องเข้าใจภาษา HTML ไหม

แม้จะเป็น WordPress หรือเว็บสำเร็จรูปต่างๆ การมีพื้นฐาน HTML และมีความรู้ว่าคำสั่งไหนหมายถึงอะไร สามารถเชื่อมโยงไปที่ไหนอยู่บ้าง ก็จะช่วยให้การทำงานจริงนั้นไหลลื่นมากขึ้น HTML มีคู่มือสำเร็จรูปให้เราได้ศึกษา ใครที่กำลังเริ่มต้นจะเรียนรู้เหล่านี้ไม่ยากอย่างที่คิด เพราะส่วนใหญ่แล้วจะเป็นภาษาสำเร็จรูปที่มีคนตั้งโปรแกรมมาให้ไว้เกือบทั้งหมด

การเขียน Content เราควรใส่ Keyword ที่ HTML Tag ไหนบ้าง

ในความเป็นจริงถ้าเรามีระบบหลังบ้านอย่างเช่น เว็บไซต์ที่ทำด้วย WordPress เราอาจจะไม่รู้ว่าช่องที่เรากรอกในการลง Content นำไปสร้างเป็น HTML ที่ใช้บอก Google ตามหลัก SEO เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ยกตัวอย่าง

ส่วนที่เป็นหัวข้อชื่อเรื่อง โดยข้อมูลต่างๆจะไปปรากฏในส่วนของ Header ในตำแหน่งของ Title ส่วนที่เป็น Meta Tag

ส่วนที่เป็น Content ที่เราจัดทำข้อมูล เป็น Heading ทั้ง H1, H2 และ H3 ส่วนที่เป็น Alt Text ซึ่งเป็นคำอธิบายของรูปภาพการใส่ Keyword ลงไปใน HTML Tag จะช่วยให้ Google Bot สามารถเข้าใจเนื้อหาและจัดอันดับเว็บไซต์เราได้ง่ายขึ้น และนอกจากนี้ ความมีวินัย ความสม่ำเสมอในการลง Content SEO ก็เป็นหัวใจหลักในการจะติดอันดับกูเกิลได้

 คำที่ศัพท์ที่เกี่ยวข้องกับ HTML

  • Internet เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในโลก เกิดจากการเชื่อมโยงของเครือข่ายต่างๆ เข้าด้วยกัน
  • Hypertext รูปแบบเอกสารที่บรรจุการเชื่อมโยงไปยังเอกสารอื่นๆ ซึ่งสามารถใช้ข้อความ หรือรูป เป็นจุดเชื่อมโยง
  • WWW ย่อจาก World Wide Web เป็นการสื่อสารด้วยการเชื่อมโยงเครือข่ายข่าวสารแบบใยแมงมุม(Web) แสดงผล
    ด้วยเอกสารไฮเปอร์เท็กซ์
  • HTTP ย่อมาจาก Hypertext Transfer Protocol เป็นรูปแบบการสื่อสารที่ใช้ในการรับส่งข้อมูลไฮเปอร์เท็กซ์ในเครือข่าย
    อินเทอร์เน็ต
  • Web Browser โปรแกรมสำหรับแสดงผลหน้าเว็บ เช่น Internet Explorer, Mozilla Firefox และ Google Chrome เป็นต้น
  • Web Page หน้าเอกสารที่อยู่ในรูปของไฮเปอร์เท็กซ์
  • Web Site กลุ่มของหน้าเว็บหลายๆ หน้ารวมเข้าด้วยกัน
  • Home Page หน้าเว็บ หน้าแรกของเว็บไซต์
  • Web Site เครื่องให้บริการที่เป็นที่เก็บข้อมูลของ เว็บไซต์

สรุป

[อัพเดท 2024] สำหรับคนที่ทำ SEO นั้น การเรียนรู้ภาษา HTML และ HTML Tag คือพื้นฐานสำคัญของการทำ SEO ให้มีประสิทธิภาพ เพราะจะช่วยให้ Google Bot สามารถเรียนรู้ทำความเข้าใจเว็บไซต์เราว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านไหน อันดับและคีย์เวิร์ดจะค่อยๆเพิ่มขึ้น จนมาถึงหน้าแรกในที่สุด ถ้าเราไม่ถอดใจเสียก่อน

]]>
Ahrefs คืออะไร เครื่องมือทำ SEO มืออาชีพ https://seomasterth.com/ahrefs-seo-tool/ Thu, 21 Dec 2023 14:33:20 +0000 https://seomasterth.com/?p=26702 Ahrefs คืออะไร

Ahrefs คือ เครื่องมือสำหรับนักทำ SEO ใช้วิเคราะห์ข้อมูลเว็บไซต์ วิเคราะห์คีย์เวิร์ด Keyword Analysis วิเคราะห์แบ็คลิงค์ Backlink Analysis วิเคราะห์คู่แข่ง Competitor Analysis และตรวจสอบ Website Audit ซึ่งเมนูสำคัญๆที่ขอแนะนำ ของ Ahrefs มี 4 เรื่อง ดังนี้

  1. Site Explorer
  2. Keyword Explorer
  3. Site Audit
  4. Rank Tracker

Site Explorer เครื่องมือใช้วิเคราะห์เว็บไซต์เพียงใส่ URL ที่เราสนใจ จะเป็นเว็บตัวเองหรือเว็บไซต์ของคู่แข่งก็ดี โดยรายงานข้อมูล เช่น ค่า DR (Domain Rating), ค่า URL (URL Rating), จำนวน Backlink, จำนวน Referring Domain, จำนวน Keywords และจำนวน Traffic เป็นต้น

Keyword Explorer เป็นเครื่องมือที่ใช้วิเคราะห์เกี่ยวกับ Keyword ที่เราสนใจ บอกถึงปริมาณการค้นหาของคำนั้น แสดงตัวเลข KD (Keyword Difficulty) ความยากของคีย์เวิร์ดในการทำ SEO แสดงราคาค่าลงโฆษณา (CPC) แนะนำ Keyword อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องและใกล้เคียงกับคำที่เราสนใจ เครื่องมือนี้เหมาะมากๆ สำหรับการวางแผน Keyword และ Topic Idea ในการวาง Content Strategy คล้ายๆกับเครื่องมือ Google Keyword Planner

Site Audit ฟีเจอร์นี้เรียกได้ว่าเป็นอีกหนึ่งไฮไลต์ฟีเจอร์สำคัญที่เป็นความสามารถเด่นของ Tool นี้ รีพอร์ทกลุ่มนี้ถูกสร้างขึ้นจากการที่ Ahrefs ส่ง Bot เข้ามา Crawl เว็บไซต์ของเรา แล้วสรุปปัญหาต่างๆ ออกมาให้เราสามารถนำไปแอคชั่นต่อได้ทันที เช่น หน้าไหนบ้างที่ไม่มีการเขียน Title Description เอาไว้ หน้าไหนบ้างที่ Title และ Descrition มีการซ้ำกัน โดยตั้งค่าเป็น Schedule ให้ทำ Site Audit ได้ เช่น ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน

Rank Tracker รีพอร์ทนี้ใช้สำหรับการติดตาม Track อันดับของ Keywords ทั้งหมดที่เราสนใจ ว่าอันดับมีการเพิ่มขึ้นหรือลดลงเท่าไรจากวันก่อนหน้า 1 วัน 7 วัน 30 เป็นต้น ทำให้เราเห็น Performance ของการทำ SEO แบบย้อนหลัง โดยรีพอร์ทจะแยกอันดับออกจากกันระหว่างการแสดงผลบน Desktop และ Mobile ไว้ด้วย โดยจะมีสรุปรายงานอันดับ ส่งอีเมล์มาบอกเราด้วย

Ahrefs ฟรีหรือไม่?

ราคาเครื่องมือ Ahrefs ไม่ฟรีนะครับ อัพเดทล่าสุด 2023-2024 (อาจจะมีเวอร์ชั่นฟรี ทดลองใช้งาน 7 วัน)

Ahrefs ฟีเจอร์สำคัญ ที่มักใช้บ่อย

Organic keywords

เครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ด รายงานอันดับของ Keywords ทั้งหมดของเว็บไซต์ เรียงตาม Traffic ที่ติดอันดับบน Google เห็นความเคลื่อนไหวอันดับว่าพบใหม่อันดับขึ้น หรือ อันดับตก (New, Improve, Declined) และเราสามารถ Sorting เรียงตาม Column ที่สนใจได้ ใช้วิเคราะห์คู่แข่ง ใช้หา Content มาทำตามลำดับความสำคัญได้

Referring domains

รายงานจำนวน Backlink จากเว็บไซต์ต่างๆที่อ้างอิงถึงเว็บไซต์เรา ความเคลื่อนไหวจำนวน Backlink ได้มาใหม่ (New) หรือ สูญหาย (Lost) ค่า DR, Traffic ของเว็บไซต์เหล่านั้น

Organic competitors

ใช้วิเคราะห์คู่แข่งว่ามีใครบ้างในเว็บประเภทเดียวกัน และเราค่อยลงลึกไปวิเคราะห์คู่แข่งทีละเว็บได้ อย่างเช่น Keyword Gap ที่จะช่วยหาคีย์เวิร์ดจากคู่แข่งมาแนะนำ โดยเป็นคีย์เวิร์ดที่เรายังไม่ทำและมีโอกาสติด SEO

Outgoing links

รายงานจำนวน Link ที่วิ่งออกจากเว็บเรา ในบางครั้งเราอาจไม่ตั้งใจทำอ้างอิงไปหาเว็บคนอื่น หรือเว็บเราอาจโดนแฮ็กทำลิ้งวิ่งออกเหล่านั้น

อื่นๆอีกมากมาย

สรุป

ทั้งหมดนี้เป็นความสามารถของเครื่องมือ Ahrefs ที่น่าสนใจเป็นอย่างมากหากจะเลือกเครื่องมือเพื่อใช้ในการทำแผน SEO อย่างถูกต้องและเกิดประสิทธิภาพสูง เป็นเครื่องมือที่มีรายละเอียดค่อนข้างมากต้องใช้ความเข้าใจในการใช้งานจึงจำเป็นต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร แต่หากคุณใช้เป็นตัวช่วยในการทำการกลยุทธ์การตลาดออนไลน์มันจะเพิ่มความง่ายให้แก่คุณได้เป็นอย่างดี

]]>
Google Tag Manager (GTM) คืออะไร คนทั่วไปอ่านรู้เรื่อง https://seomasterth.com/google-tag-manager-gtm/ Thu, 21 Dec 2023 08:14:19 +0000 https://seomasterth.com/?p=26682 Google Tag Manager (GTM) คืออะไร

Google Tag Manager คือ บริการฟรีอีกหนึ่งอย่างจาก Google ย่อมาจาก GTM เป็นเครื่องมือหรือระบบจัดการแท็ก ที่สร้างขึ้นมาเพื่อให้ผู้ใช้งานอัปเดตชุดโค้ดติดตามการทำงานต่างๆที่ต้องการวัดผล (Conversion Rate) เช่น ปุ่มนี้มีคนคลิกเท่าไร มีคนเข้ามาหยิบของใส่ตะกร้าเท่าไหร่ เพื่อทำหน้าที่เก็บข้อมูลที่ต้องการได้โดยไม่ต้องอาศัยความรู้ในการเขียนโค้ด ถือเป็นเครื่องมือทางการตลาดใช้กับการลงโฆษณาที่สำคัญมากในยุคนี้

Google Tag Manager ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก

1. Tags (แท็ก)

แท็กคือโค้ดที่สั่งระบบให้ทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่ต้องการ โดย GTM จะช่วยให้คุณสร้างและใช้แท็กต่าง ๆ ได้ง่ายขึ้นโดยที่ไม่ต้องเขียนโค้ดเอง เช่น พวก Tracking Code ต่าง ๆ ที่พวกแพลตฟอร์มทั้งหลายอยากให้คุณติดที่เว็บไซต์ของคุณนั่นเอง ไม่ว่าจะเป็น Google Analytics, Facebook Pixel ใช้ทำ Remarketing, TikTok Pixel และใช้ควบคู่กับ Google Adwords ในการติดตามวัดผลโฆษณา เป็นต้น โดยที่ในระบบ GTM จะมี Template ให้เราเลือกว่าคุณจะสร้าง Tag ของแพลตฟอร์มไหน สะดวกสบายจริงๆครับ

2.  Triggers (ทริกเกอร์)

Google Tag Manager Triggers คือเงื่อนไข (Condition) การทำงานร่วมกับ Tags เช่น ทริกเกอร์การดูหน้าเว็บ (All Pages Trigger) จะเป็นตัวกำหนดให้แท็กเก็บข้อมูลคนที่เข้ามาในทุกหน้าของเว็บหรือเฉพาะบางหน้าก็ได้ ส่วนทริกเกอร์การคลิก (Click Trigger) จะเก็บข้อมูลว่ามีคนคลิกปุ่มไหนบ้าง และทริกเกอร์การส่งแบบฟอร์ม (Form Submission trigger) จะกำหนดการเก็บข้อมูลในการกรอกแบบฟอร์ม

3.  Variables (ตัวแปร)

ตัวแปรเป็นตัวช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานอีกทีหนึ่ง ซึ่งถูกนำไปใช้ทั้งในแท็กและทริกเกอร์ โดยแบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ Built-in คือตัวแปรบิวท์อินที่ระบบมีมาให้ เช่น Click, Page, Form, Utility และ User-Defined Variables ตัวแปรที่กำหนดโดยผู้ใช้

Google Tag Manager วิธีสมัครใช้งาน

Google Tag Manager เป็นเครื่องมือที่สามารถใช้งานได้ฟรี แต่สิ่งที่ต้องมีก่อนเริ่มใช้งาน GTM คือ Gmail จากนั้นหากยังไม่เคยมีบัญชี Google Tag Manager ก็สามารถเข้าไปที่ http://tagmanager.google.com เพื่อลงทะเบียนและตั้งค่าเริ่มต้นต่างๆ ตามขั้นตอน เพียงเท่านี้คุณก็สามารถใช้งานได้แล้ว

สรุป

Google Tag Manager หรือ GTM คือเครื่องมืออำนวยความสะดวกที่จะช่วยลดความยุ่งยากในการติดตั้ง Tag ต่างๆ ซึ่งจากเดิมเราจะต้องส่งโค้ดให้กับ Website Developer หรือ Programmer ให้ทำการติดตั้ง Tag นั้นๆ ในระบบหลังบ้านให้ อย่างไรก็ตาม Google Tag Manager ก็ยังคงเป็นเครื่องมือที่ต้องอาศัยความเข้าใจในเรื่องของ Tag การติดตามผล การนำข้อมูลมาใช้ การทำโฆษณาต่างๆ อยู่ดี

]]>
Google Search Console คืออะไร วิธีใช้ ทำ SEO ต้องรู้ https://seomasterth.com/what-is-google-search-console/ Mon, 18 Dec 2023 18:30:40 +0000 https://seomasterth.com/?p=26557 Google Search Console คืออะไร

Google Search Console คือ เครื่องมือที่ใช้เพื่อตรวจสอบเว็บไซต์ของเรา รายงานคีย์เวิร์ด ยอดคนค้นหาบน Google และเห็นเว็บเรา ยอดคลิก จำนวนหน้าเว็บที่จัดเก็บบนกูเกิล ใช้ซับมิท URL หรือ sitemap รวมไปถึงหน่วยวัดประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (Experience) เช่น Core Web Vital และการหาช่องโหว่ในเว็บไซต์ ยิ่งเราควบคุมคุณภาพของเว็บไซต์ดีเท่าไหร่ ก็ยิ่งมีโอกาสติดหน้าแรกของ Google เท่านั้น

Search Console เป็นเครื่องมือที่เหมาะกับทุกคนที่มีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง (Google Webmaster Tool) โดยเฉพาะคนทำ SEO และฝั่งผู้พัฒนาเว็บไซต์ที่ต้องการตรวจสอบแนวโน้มของธุรกิจ  เราสามารถเข้าใช้งานเครื่องมือฟรี เพียงมีบัญชีของ Google เท่านั้น

ประโยชน์ของ Google Search Console

Google Search Console ช่วยอะไร? เครื่องมือนี้เกิดมาเพื่อ คนที่อยากทำให้ธุรกิจเติบโต ด้วยการทำ SEO แนะนำประโยชน์ตามลำดับดังนี้

  • ใช้ดู Keyword ที่ติดบน Google ยอดคลิก เห็นแนวโน้มเป็นกราฟ ดูย้อนหลังได้ถึง 16 เดือน
  • ใช้ Submit หน้าเพจใหม่ของเราขึ้นจัดทำดัชนีบนกูเกิล ภาษาโปรแกรมเมอร์ เรียกว่า การเก็บ index บน Google  ในกรณีที่เรามีสินค้าใหม่ บทความใหม่ หรือหน้าเพจใหม่
  • ใช้ส่งแผนผังเว็บไซต์ sitemap.xml เพื่อบอก Google ว่าเว็บไซต์ของเรามีโครงสร้างอย่างไร Google Bot ก็จะคอยเข้ามาเก็บข้อมูล
  • ใช้ตรวจสอบเว็บไซต์อื่นที่มี Backlink มาหาเรา (Referring Domain)
  • ใช้ตรวจสอบประสบการณ์ใช้งานของผู้ใช้ (Experience) ในเรื่อง Core Web Vital
  • รับการแจ้งเตือนจาก Google เมื่อพบว่าเว็บไซต์ของเรามีปัญหา เช่น ปัญหาดัชนีเว็บไซต์มีความซ้ำซ้อน ปัญหาช่องโหว่ในเว็บไซต์ที่ควรได้รับการอัปเดต หรือปัญหาสแปม ปัญหา Content ถูกแจ้งลิขสิทธิ์ DMCA เป็นต้น
  • ใช้แจ้งลบ (Removals) URL ออกจาก Google
  • ใช้แจ้ง Disavow links หากเราพบ Backlink ที่ไม่ปกติ เชื่อมมายังเว็บไซต์ของเรา

วิธีติดตั้ง Google Search Console (2024)

1. เข้า Google Search Console

เมื่อเข้าไปในเว็บไซต์ https://search.google.com/search-console/about แล้วกด Start จะปรากฏหน้าต่างนี้ขึ้นมาครับ โดยตัว Google จะให้เราเลือกว่า property หรือเว็บไซต์ที่เราต้องการใช้นั้น มีการลงทะเบียนอย่างไร

ถ้าเลือก  1. Domain ตัว Search Console ก็จะครอบคลุมทั้งโดเมน รวม Sub domain ด้วยซึ่งต้องมีการ ยืนยันความเป็นเจ้าของเว็บไซต์ด้วยวิธี DNS Verify แต่หากเราไม่มี Sub domain แนะนำเลือก URL prefix โดยการยืนยันจะแค่ดาวโหลดไฟล์ .txt มาใส่ในเว็บเรา

2. Verify URL  

เมื่อเราใส่ URL ที่ต้องการไปแล้ว ก็จะปรากฏหน้าจอให้ Verify หรือคือการพิสูจน์ว่าเราเป็นเจ้าของเว็บไซต์นั้นๆ จริงหรือไม่ ให้เราดาวโหลดไฟล์ .html นำไปวางที่ Top domain ให้สามารถเข้าถึงได้ เช่น https://your-website/google9ed…42a.html

วิธีการใช้ Google Search Console (2024)

เมื่อเราเปิดใช้งาน Google Search Console ได้แล้ว มาดูกันเลยครับ วิธีการใช้งาน Google Search Console นั้น ฟังก์ชั่นหลักๆ ในนี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง และมันช่วยให้เว็บไซต์ของคุณขึ้นหน้าแรกของ Google ได้ยังไง

Performance

Performance คือ รายงานประสิทธิภาพการทำงานและปริมาณคนที่เข้าถึงเว็บไซต์ของคุณย้อนหลัง 16 เดือน ยอดการคลิกลิงก์โดยรวม ประเทศที่คนเข้ามาชมเว็บไซต์ รวมไปถึงข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวกับเว็บไซต์ ที่จำเป็นต่อการทำ SEO

URL Inspection

ใช้ Submit หน้าใหม่ขึ้นจัดทำดัชนีบน Google หรือใช้ตรวจสอบได้ว่า URL เว็บไซต์ของเราหน้านี้ถูกจัดเก็บบนกูเกิลหรือยัง รายงานว่าระบบ Crawling หรือการสำรวจของ Google มาสำรวจล่าสุดวันไหน

แน่นอนครับ มันมีรายงาน Error หรือข้อผิดพลาดต่างๆ ในเว็บไซต์ของเราที่ทำให้ Google มองว่าเว็บเราด้อยประสิทธิภาพและจุดที่ต้องทำการแก้ไขด้วยครับ นับว่าเป็นเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับผู้ทำเว็บไซต์สุดๆ เลยทีเดียว

Sitemap

ใช้สำหรับ Submit ส่งแผนผังเว็บไซต์ sitemap.xml ให้ Google เพื่อให้กูเกิลคอยส่งหุ่นยนต์มาตรวจสอบโครงสร้างเว็บไซต์ของเราอยู่ตลอดเวลา

Page Experience

ในส่วนนี้สำคัญมากในการจัดอันดับ Google ตั้งแต่ June 2021 Google Algorithm ประกาศใช้ค่า Core Web Vitals มาเป็น factor สำหรับวัดค่ามีผลต่อการจัดอันดับ Ranking นั่นเอง

Security Issue

รายงานปัญหาด้านความปลอดภัย คือ อีกหนึ่งฟีเจอร์ของ Search Console โดยหน้ารายงานความปลอดภัยนี้จะคอยแจ้งข้อมูลว่า เว็บไซต์เราถูกโจมตีไหม มีมัลแวร์แฝงตัวอยู่หรือเปล่า มีช่องโหว่จุดไหนบ้าง รวมถึงปัญหาทางเทคนิคอื่นๆ ที่ควรทราบด้วยครับ เทียบง่ายๆ คือมันทำหน้าที่คล้ายกับเป็นแอนตี้ไวรัสของเว็บไซต์เราเลย

Messages

รายงานแจ้งเตือนปัญหาต่างๆที่เกิดกับเว็บไซต์ของเรา กดคลิกรูป กระดิ่ง มุมขวาบน จะแสดงหน้าตาดังนี้

สรุป

Google Search Console คือ เครื่องมือฟรีใช้ทำ SEO คุณภาพจาก Google ตัวหนึ่งที่คอยเป็นมือขวาให้กับเว็บมาสเตอร์ เรียกว่าต้องใช้ ห้ามพลาด ยุค4.0 เราจะทำธุรกิจแบบตาบอดไม่ได้ครับ

]]>
Google Trend คืออะไร สำคัญต่อการทำ SEO อย่างไร https://seomasterth.com/what-is-google-trend/ Sun, 17 Dec 2023 18:41:31 +0000 https://seomasterth.com/?p=26528 Google Trend คืออะไร

          Google Trend คือ เครื่องมือของ Google ที่เรียกว่า “Search Engine” Google เทรนด์ ที่จะช่วยให้ผู้ใช้สามารถสำรวจค้นหา Keyword  (คีย์เวิร์ด) ข้อยอดนิยมที่อยู่บน Google ได้ ผู้ใช้สามารถเห็นภาพรวมของความนิยมของคำค้นหา ในแต่ละช่วงเวลา และเปรียบเทียบความนิยมของหลาย ๆ คำค้นหาได้ นอกจากนี้ อีกทั้งยังสามารถดูลักษณะการค้นหาของผู้ใช้ที่แบ่งเป็นประเทศและเจาะลึกไปยังจังหวัดหรือภูมิภาคต่าง ๆ ได้เช่นกัน และนอกจากนี้ยังสามารถเช็กเทรนด์ฮิตประจำวันหรือตรวจสอบความนิยมในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ดูข้อมูลหรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (Related Quiries) แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ต่อยอดได้

          และนอกจากนั้นยังสามารถดูเทรนด์คำค้นหายอดฮิตรายวันได้อีกด้วย แถมยังมี Filter ที่ช่วยให้คุณกดย้อนดูความนิยมในหลาย ๆ ปีที่ผ่านมาเพื่อวิเคราะห์โอกาสเติบโตของ Keyword  (คีย์เวิร์ด) นั้นเพื่อนำไปต่อยอดในการสร้าง Content (คอนเทนต์) ได้อีกด้วย

5 ฟีเจอร์ที่น่าสนใจ ของ Google Trend

    1. ค้นหา Niche Marketing

การค้นหา Niche Marketing หรือคำค้นหาที่มีความเฉพาะกลุ่ม เพื่อทำให้คุณได้เจาะตลาดกลุ่มสินค้าที่มีความเฉพาะเจาะจง

    1. Research Keyword

Google Trend สามารถเป็นเครื่องมือในการค้นหา Keyword (คีย์เวิร์ด) คำที่เกี่ยวข้อง ด้วยการใช้งานฟีเจอร์ Related Queries หรือคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง เพียงแค่เรากรอกคำค้นหาหลักลงไป 1 คำ ก็จะขึ้นคำค้นหาที่เกี่ยวข้องมากมายพร้อมปริมาณการเติบโตของการค้นหาปรากฏให้เราเห็น

    1. สร้างคอนเทนต์ ที่สอดคล้องกับเทรนด์ในปัจจุบัน

Google Trend สามารถดู Keyword ที่ได้รับความนิยมในตอนนี้ได้ ผ่านฟีเจอร์ Recently Trending โดยให้คุณเข้าหน้าแรกของ Google Trend แล้วเลื่อนมาลงมาเล็กน้อย ก็จะเจอกับคำค้นหาที่ได้รับความนิยมอยู่ในขณะนี้

    1. เปรียบเทียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกัน 

Google Trend สามารถใช้เปรียบเทียบคู่แข่งในธุรกิจเดียวกันได้ผ่านการใช้ฟีเจอร์ Comparison ที่จะช่วยให้คุณเห็นอัตราการค้นหาเปรียบเทียบมากกว่า 1 คำ

    1. กำหนดช่วงเวลาที่ดีที่สุด สำหรับยิงแอด

Google Trend จะแสดงให้เห็นว่าในช่วงเวลาไหนบ้างที่การยิงแอดได้รับความนิยม ซึ่งช่วยให้คุณสามารถกำหนดช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการยิงแอดไปหากลุ่มเป้าหมายที่คุณต้องการได้อย่างแม่นยำมากขึ้นนั่นเอง

ใช้ Google Trends ฉบับมืออาชีพ

  1. Google Trends ใช้มองหาเทรนด์ฮิตที่ติดกระแสและการค้นหาที่มาแรงแบบเรียลไทม์
  2. Google Trends เอาไว้หาหัวข้อที่เกี่ยวข้องและคำค้นหาที่เกี่ยวข้อง (Related Topic & Query)
  3. Google Trends ใช้ย้อนมองหาข้อมูลแนวโน้มที่มีความสนใจ
  4. Google Trends สามารถเปรียบเทียบสิ่งที่ผู้คนสนใจ อันไหนมีโอกาสเกิดกว่า?
  5. Google Trends สามารถหาคีย์เวิร์ดตามเทศกาลและฤดูกาล
  6. Google Trends เป็นแพลตฟอร์มค้นหาไม่จำกัดแค่ Google
  7. Google Trends เอาไว้ส่องและวิเคราะห์เทรนด์ใดกำลังมาแรงและมาแรงมากที่สุด
  8. Google Trends สามารถค้นหาคีย์เวิร์ดแบบเจาะลึกด้วย ‘Category’

 

          Google Trend คือเครื่องมือค้นหา Keyword  (คีย์เวิร์ด) ข้อยอดนิยมที่อยู่บน Google ได้ที่จะช่วยให้นักการตลาดสามารถหาข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อและ Keyword ที่ต้องการได้ ดูเทรนด์ความสนใจในสังคมขณะนั้นหรือพัฒนากลยุทธ์การตลาดหรือทำ SEM การยิงแอดและการทำ SEO

]]>
Google Keyword Planner เครื่องมือวางแผนคีย์เวิร์ด ในการลงโฆษณา Google https://seomasterth.com/google-keyword-planner/ Sat, 16 Dec 2023 16:41:52 +0000 https://seomasterth.com/?p=26440 Google Keyword Planner คืออะไร?

Google Keyword Planner คือ เครื่องมือวิเคราะห์คีย์เวิร์ดฟรีจาก Google ที่ช่วยทำ Keyword Research โดยสามารถค้นหา Keyword ที่เราสนใจ เห็นข้อมูลยอดค้นต่อเดือน แน้วโน้ม ราคาโฆษณา ช่วยให้เราลำดับความสำคัญในการโฟกัสคีย์เวิร์ดในการทำ Content เพื่อเป้าหมายในการติดอันดับบน Search Engine ได้

Google Keyword Planner ฟรี จริงไหม?

เราสามารถใช้งาน Google Keyword Planner ได้ฟรี ไม่เสียเงิน และไม่ต้องลงโฆษณาใน Google Ads ด้วย เพียงแต่ต้องสมัครใช้งาน Register บัญชีง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องผูกบัตรเครดิตก็สามารถใช้งานได้

วิธีสมัครใช้งาน Google Keyword Planner (Update 2024)

1. ไปที่ ads.google.com > ลงชื่อเข้าใช้

2. กรณีที่ยังไม่มี Google Ads Account ให้ไปที่ New Google Ads Account

3.  เลือก Create an account without a campaign (อยู่ตรงมุมซ้ายล่าง) เพื่อที่คุณจะได้สมัครบัญชีแบบไม่ต้องผูกบัตรเครดิต

4. ใส่ข้อมูลดังรูปและกด Submit

5. ยินดีด้วยครับ เท่านี้คุณก็มี Google Ads Account ที่พร้อมใช้งานได้แล้ว กดที่ปุ่ม Expole your account เพื่อเข้าสู่การใช้งาน

 

สอนใช้ Google Keyword Planner วิธีใช้งาน (2024)

เครื่องมือ Keyword Planner มีฟีเจอร์ 2 แบบ คือ

  • Keyword Idea

คือ การหาไอเดีย Keyword ใหม่ ๆ ที่สามารถช่วยให้คุณเข้าถึงกลุ่มคนมากขึ้น

  • Forecast

คือ จะแสดงผล Search Volume หรือจำนวนการค้นหาในแต่ละเดือน และ Forecast หรือคาดการณ์ประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณา Google Ads ในอนาคต ทำให้คุณสามารถประเมินได้ว่า Keyword ตัวไหนควรนำมาใช้

ขั้นตอนการใช้งาน Keyword Idea

ขั้นตอนการใช้งาน Keyword Idea มีอยู่ 3 ขั้นตอนดังนี้

1. ไปที่ Tools > Planning > Keyword Planner > Discover New Keywords

 

2. ตรง Tab Start with keywords คลิกตรงช่องค้นหา ใส่ Keyword ที่สนใจ และสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายจาก Location (โดยคลิกที่ค่าตั้งต้น คือ Link Thailand) เสร็จเรียบร้อย กดปุ่ม Get Results

3. เครื่องมือจะแสดงข้อมูลออกมา โดยสามารถอธิบายความหมายแต่ละช่องดังนี้

  • Keyword แสดงข้อมูลคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้อง
  • Avg. Monthly Searches จำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือน
  • Competition การแข่งขันของ Keyword แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ High แปลว่า มีการแข่งขันสูง Medium แปลว่า การแข่งขันปานกลาง และสุดท้าย Low แปลว่า การแข่งขันต่ำ
  • Ad Impression Share อัตราส่วนแบ่งการแสดงโฆษณาของคุณและคู่แข่ง
  • Top of Page Bid (Low Range) ราคา Bid เฉลี่ย ในตำแหน่งบนๆ ของ Search Engine ซึ่งเป็นช่วงประมาณราคาต่ำสุด
  • Top of Page Bid (High Range) ราคา Bid เฉลี่ย ในตำแหน่งบนๆ ของ Search Engine ซึ่งเป็นช่วงประมาณราคาสูงสุด
  • Account status สถานะบัญชีของเราว่าลงโฆษณาคำนี้หรือยัง

4. อีกวิธี วิเคราะห์คีย์เวิร์ดด้วยเว็บไซต์ ตรง Tab Start with a Website ใส่ url ที่สนใจ และกดปุ่ม Get Results

5. ข้อมูลแสดง Keyword ที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์

ขั้นตอนการใช้งาน Forecast

ขั้นตอนการใช้งาน Forecast มีอยู่ 4 ขั้นตอนดังนี้

1. ไปที่ Forecast แล้วเพิ่ม Keyword ที่ต้องการลงไป

2. คุณสามารถเลือก Bid Strategy ได้ โดยมี 3 ประเภท คือ

  • Maximize Click คือ การกำหนดราคาคลิกอัตโนมัติ เพื่อให้ได้รับคลิกมากที่สุดภายใต้งบประมาณที่คุณตั้งเอาไว้
  • Maximize Conversions คือ การเสนอราคาโดยที่มีเป้าหมายในการเพิ่ม Conversion มากขึ้นโดยมีงบประมาณที่จำกัด ซึ่ง Google จะเข้ามาช่วยประเมินว่าคุณควรเสนอราคาตอนไหนถึงจะคุ้มค่ามากที่สุด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการสร้างยอดขาย และต้องการเก็บ Reach เป็นจำนวนมาก
  • Manual CPC คือ กำหนดราคาคลิกทุก Keyword แบบแมนวล กำหนดเอง โดยไม่มีระบบของ Google กำหนดให้อัตโนมัติ


3. ฟีเจอร์นี้จะคาดการณ์ประสิทธิภาพแคมเปญโฆษณาในช่วงเวลาที่คุณกำหนด โดยอิงจาก Keyword ที่เพิ่มเข้าไป และระบบจะแสดงข้อมูลสำคัญดังนี้

  • Conversion หน่วยวัดการกระทำของผู้เห็นโฆษณา (Conversion Rate) คือการลงโฆษณาที่มีการกำหนดว่าผู้ที่เห็นโฆษณาจะต้องมีการกระทำบางอย่าง เช่น การเข้าสู่เว็บไซต์, การคลิกหยิบสินค้าลงตะกร้า หรือการเลื่อนดูหน้าเว็บ ซึ่งการกระทำเหล่านี้เราจะเรียกรวมกันว่า Conversion
  • Clicks จำนวนคลิกที่มีคนกดโฆษณาทั้งหมด เช่น มีคนคลิกโฆษณา 10 ครั้ง ก็จะเท่ากับ 10 Clicks และถึงแม้ว่าจะเป็นคนเดียวกันกดคลิกโฆษณาถึง 10 ครั้ง ก็จะถูกนับเป็น 10 Clicks
  • Imressions จำนวนการแสดงผลของโฆษณา ถ้ามีการโหลดโฆษณาขึ้นมา 1 ครั้ง โดยไม่เกี่ยวข้องกับการเห็นโฆษณาจะนับเป็น 1 Impression ทันที
  • Cost ค่าใช้จ่ายในการทำแคมเปญโฆษณา
  • CTR (Click Through Rate) อัตราการคลิกเทียบกับการแสดงโฆษณา ถ้าค่า CTR สูง จะแสดงว่าโฆษณาของคุณมีคุณภาพ โดยค่านี้สามารถหาได้โดยสูตร (Clicks/Impressions)*100
  • Avg. CPC (Average Cost Per Click) ราคาเฉลี่ยต่อการเกิดคลิกโฆษณา 1 ครั้ง

ซึ่งคุณสามารถดูข้อมูลเหล่านี้เป็นภาพรวม Keyword ทั้งหมดที่คุณเพิ่มลงไป และข้อมูลของแต่ละ Keyword เรียกได้ว่าทำให้คุณสามารถประเมินในเรื่องงบประมาณ และเตรียมตัวในการทำแคมเปญโฆษณาได้อย่างมีประสิทธิภาพ

4. เมื่อได้ข้อมูลการวิเคราะห์ Keyword เราสามารถกดปุ่ม Create Campaign เพื่อนำไปทำแคมเปญโฆษณาต่อได้ทันที

ข้อจำกัดของ Google Keyword Planner

ข้อจำกัดของบัญชีเปิดใหม่ที่ไม่เคยมีการทำแคมเปญโฆษณาบน Google Ads มาก่อน มี 2 ข้อ คือ

  • บัญชีเปิดใหม่ไม่สามารถดูจำนวนการค้นหาเฉลี่ยต่อเดือนเป็นตัวเลขที่เฉพาะเจาะจงได้ ระบบจะแสดงให้เพียงแค่จำนวนเป็นช่วงเท่านั้น (1k,10k,100k) ในขณะที่บัญชีที่เคยทำแคมเปญโฆษณา Google Ads จะสามารถเห็นข้อมูลตัวเลขจริง
  • ไม่สามารถดูคีย์เวิร์ด 18+ ธุรกิจสีเทา หรือคำหยาบได้

เทคนิคใช้ Google Keyword Planner วิเคราะห์ธุรกิจ

1. วิเคราะห์คีย์เวิร์ดของคู่แข่งของคุณดูสิ (Competitor Keywords)

ใน Discover New Keywords จะมีช่องที่ทำให้คุณใส่ URL หรือลิงก์เว็บไซต์ได้ ซึ่งเราสามารถนำลิงก์ของคู่แข่งมาใส่ เท่านี้ก็ได้ไอเดีย Keyword จากเว็บไซต์คู่แข่งแล้ว

2. วิเคราะห์คีย์เวิร์ดในพื้นที่ (Local SEO)

ฟีเจอร์นี้เหมาะกับ Local Business โดยใช้ Location to Target กลุ่มคน จะได้รู้ว่า Keyword แบบไหนในพื้นที่ที่คุณเลือกมีจำนวนการค้นหาที่สูง ซึ่งส่งผลให้คุณเจอ Keyword ที่เหมาะสมกับ Target ในพื้นที่นั้นได้

บอกเลยว่าฟีเจอร์นี้ทำให้รู้ว่าคุณควรสร้างคอนเทนต์เพื่อ ‘ใคร’ และคอนเทนต์ของคุณจะจับใจ Target ในพื้นที่ได้ดีและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

3. หา Keyword ที่ดี ดูได้จาก Top of page bid (high range)

ข้อมูลตรงส่วนนี้ทำให้รู้ว่า Keyword ตัวไหนที่ทำให้ผู้คนยอม Bid ค่าคลิกลงโฆษณาในราคาที่สูง เพราะคนไทยต่างใช้ Keyword เหล่านี้กันในการทำแคมเปญโฆษณา

สรุป

Google Keyword Planner เป็นเครื่องมือฟรีที่ จำเป็นต้องใช้ ในการทำธุรกิจ 2024 ช่วยทำให้เราวิเคราะห์คีย์เวิร์ด Keyword Research ได้ เห็นแนวโน้มและมีข้อมูลที่แม่นยำ เพื่อลงสินค้าและบริการ บทความ หรือใช้ลงโฆษณา Google Ads เพื่อ Lead ลูกค้า เป็นอีกหนึ่งกุญแจที่จะนำพาธุรกิจของคุณให้ประสบความสำเร็จครับ

]]>
DDOS คืออะไร เรื่องที่คนทำเว็บไซต์ต้องรู้ บอกลาปัญหาเว็บล่ม https://seomasterth.com/what-is-ddos/ Sat, 16 Dec 2023 08:25:49 +0000 https://seomasterth.com/?p=26400 เมื่อการทำธุรกิจยุคปัจจุบันต้องอาศัยโลกออนไลน์เป็นหัวใจสำคัญ เว็บไซต์จึงเข้ามามีบทบาทสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ในฐานะของการเป็นหน้าร้านเพื่อสร้างโอกาสแห่งความสำเร็จ แต่เมื่อเทคโนโลยีทำให้ธุรกิจของคุณเติบโตก็มักมีผู้ไม่ประสงค์ดีพยายามสกัดกั้น กลั่นแกล้ง หรือแม้แต่ต้องการเงินจากองค์กรด้วยวิธีสกปรกผ่านการโจมตีเว็บไซต์ด้วยรูปแบบต่าง ๆ และหนึ่งในวิธีที่พบได้บ่อยมากนั่นคือ DDOS หรือ Distributed Denial of Service

ตอบข้อสงสัย DDOS คืออะไร?

DDOS คือ รูปแบบหนึ่งของการโจมตีผ่านระบบไซเบอร์ ย่อมาจากคำว่า Distributed Denial of Service ซึ่งวิธีที่แฮกเกอร์ดำเนินการพวกมันจะส่งคำขอการเข้าถึงข้อมูล (Traffic) จากหลายพิกัดไปยังเว็บไซต์ของคุณพร้อม ๆ กัน ผลที่เกิดขึ้นคือ เว็บดังกล่าวจะมีปริมาณ Traffic เยอะจนเซิร์ฟเวอร์ไม่สามารถรองรับการทำงานได้ในช่วงเวลาหนึ่ง ตามมาด้วยปัญหา “เว็บล่ม” หรือ 500 Internal Server Error ใช้งานไม่ได้ในที่สุด!

ส่วนมากแล้วการโจมตีด้วยวิธี DDOS มักมีเป้าหมายไปยังองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก แต่ก็มีองค์กรที่กำลังเริ่มมีชื่อเสียงในหลายแวดวง เช่น อีคอมเมิร์ซ เกมออนไลน์ ระบบโทรคมนาคม สินค้าไอที โดนด้วยเช่นกัน จุดประสงค์ของพวกมันก็มีตั้งแต่เพื่อรบกวนการทำงาน สร้างความเสียหาย ไปจนถึงการขโมยข้อมูล การเข้าไปหลอกผู้ใช้บริการจนองค์กรนั้น ๆ เสื่อมเสียชื่อเสียงได้เช่นกัน

ขณะที่คนในแวดวงโปรแกรมเมอร์หรือคนที่ต้องอยู่กับการดูแลเว็บไซต์บริษัทอาจเคยเห็นคำว่า DOS กันพอสมควร ซึ่ง DOS ย่อมาจาก Denial of Service ซึ่งมีความหมายและจุดประสงค์แบบเดียวกับ DDOS ทุกประการ เพียงแค่ DOS จะใช้การโจมตีจากพิกัดหรือคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวเท่านั้น

DDOS หรือการโจมตีจากหลาย Traffic มาจากอะไร?

ถ้าลองนึกภาพคอมพิวเตอร์ 1 เครื่อง เท่ากับ 1 Traffic 1 พิกัด หรือจะเรียก 1 อุปกรณ์ก็ความหมายเดียวกัน แล้วการโจมตีแบบ DDOS ซึ่งเกิดจาก Traffic จำนวนมากมาจากอะไร? คำตอบคือ Traffic ดังกล่าวเกิดขึ้นจากสิ่งที่เรียกว่า Robot Network หรือคำนิยมสั้น ๆ “Botnet” ซึ่งแฮกเกอร์ตัวร้ายจะทำการติดตั้งซอฟต์แวร์ มัลแวร์ที่มีความอันตรายเอาไว้กับมือถือ แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ก ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้

ซึ่งวิธีแฝงตัวของมัลแวร์ดังกล่าวอาจเกิดจากการแอบแฝงลิงค์เอาไว้บนเว็บไซต์ ส่งไปบนอีเมล หรือแม้แต่ลิงค์ตาม Social Media ต่าง ๆ พอมีคนกดเข้าไปอุปกรณ์เครื่องนั้นก็โดนซอฟต์แวร์ติดตั้งแบบอัตโนมัติ จากนั้นแฮกเกอร์ก็จะสามารถควบคุมอุปกรณ์ดังกล่าวได้ทันที ซึ่งพวกมันก็นำไปสร้าง Traffic สำหรับโจมตีเว็บไซต์เป้าหมายได้จากทั่วโลกนั่นเอง

หลักการโจมตีของ DDOS ที่ควรรู้เอาไว้

จากคำอธิบายที่ระบุมาคงพอทำให้เห็นภาพหลักการเบื้องต้นของแฮกเกอร์ที่พยายามจะโจมตีเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วยวิธี DDOS

การโจมตี http flood DDoS เป็นการโจมตีทางไซเบอร์ประเภทหนึ่งที่ใช้ปริมาณการรับส่งข้อมูลอย่างล้นหลามเพื่อทำลายเว็บไซต์หรือเซิร์ฟเวอร์ โดยปกติแล้ว การรับส่งข้อมูลจะถูกส่งผ่านอุปกรณ์ที่ถูกไฮแจ็กจำนวนมาก เช่น คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน หรืออุปกรณ์ IoT

แต่ถ้าให้สรุปเพื่อความชัดเจนเกี่ยวกับวิธีอันแสนร้ายกาจนี้ก็พอจะบอกได้ 3 ขั้นตอนหลัก ประกอบไปด้วย

1. การรวบรวม Traffic

ในการโจมตีแบบ DDOS อย่างที่บอกว่าต้องรวม Traffic ให้ได้จากหลายพิกัด หลายอุปกรณ์ พวกมันก็จะส่งลิงค์แฝง ลิงค์มัลแวร์ต่าง ๆ ไปตามช่องทางออนไลน์ทั้งเว็บไซต์ อีเมล Social Media เมื่อมีใครเผลอคลิกก็จะถูกนับเป็น 1 Traffic ที่แฮกเกอร์สามารถควบคุมได้จากระยะไกล หรือเรียกอีกอย่างว่าอุปกรณ์ของบุคคลผู้นั้นจะแปรสภาพสู่ Botnet แบบเจ้าของเครื่องไม่ทันรู้ตัวด้วยซ้ำ

2. การจู่โจมเป้าหมาย

หลังจากได้ Botnet มากจนพอใจ แฮกเกอร์จะทำการจู่โจมไปยังเว็บไซต์เป้าหมายที่พวกมันเล็งไว้ทันที ซึ่งวิธีก็ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม เช่น การส่งคำขอเข้าถึงข้อมูล หรือส่ง Traffic ไปยังเว็บดังกล่าวให้มากที่สุดจนเซิร์ฟเวอร์รับไม่ไหว หรืออาจใช้วิธีสุ่มการส่ง Traffic จนทำให้แบนด์วิธเต็ม ใช้งานต่อไม่ได้

3. การเรียกค่าไถ่

นี่คือจุดประสงค์หลักของคนร้ายที่มักโจมตีด้วยวิธี DDOS เมื่อเว็บดังกล่าวไม่สามารถใช้งานได้พวกมันก็ทำการเรียกเงินค่าไถ่เพื่อปลดล็อกให้ระบบกลับมาทำงานต่อได้ดังเดิม มีทั้งเรียกเป็นตัวเงินและอื่น ๆ นี่จึงเป็นเหตุผลที่บอกว่าทำไมแฮกเกอร์จึงมักเลือกองค์กรขนาดใหญ่ หรือบริษัทที่กำลังมีชื่อเสียง

ผลเสียของธุรกิจที่เจอการจู่โจมด้วยวิธี DDOS

แน่นอนว่าสิ่งแรกที่จะสร้างความเสียหายต่อธุรกิจเมื่อเว็บไซต์โดนโจมตีด้วยวิธี DDOS คือ ระบบการทำงานต่าง ๆ ต้องหยุดลงชั่วคราว ไม่สามารถดำเนินการได้ตามปกติ เสียโอกาสในการสร้างยอดขาย ผลกำไร เนื่องจากลูกค้าไม่สามารถซื้อสินค้า / บริการได้ รวมถึงคนที่ต้องทำงานบนหน้าเว็บไซต์ เช่น การนำเสนอโปรโมชั่น การทำ SEO ก็ต้องเบรกงานของตนเอง เรียกว่าทุกอย่างไม่เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้

ผลเสียต่อมาคือเรื่องภาพลักษณ์ ชื่อเสียง การโดนแฮกเกอร์โจมตีจนเว็บไซต์มีปัญหาถือเป็นความเสียหน้าที่องค์กรจำนวนมากถูกมองว่าระบบเกิดความหละหลวม ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจลดลง

ท้ายที่สุดอาจต้องเสียเงินเสียทองจากการถูกเรียกค่าไถ่ หรือกรณีไม่ทำตามข้อมูลลับของบริษัทที่อยู่ในมือแฮกเกอร์อาจแพร่งพรายออกไปจนสร้างความเสียหายอันใหญ่หลวงมากกว่าที่คิดในอีกหลายด้านมาก ๆ

วิธีป้องกัน DDOS

วิธีการยอดฮิตและโปรแกรมเมอร์ใช้เป็นประจำคือ ใช้ Cloudflare เปิดระบบกัน DDOS Attack Protection ไปที่เมนู Security > Settings > เลือก Dropdown ที่ I’m Under Attack!

หลังจากนี้ ทุกครั้งที่ ผู้ใช้เข้าเว็บ หน้าเว็บจะมีหน้าตา การตรวจสอบจาก Cloudflare ลักษณะนี้ครับ

 

สรุป

นี่คือข้อมูลอันน่าสนใจของ DDOS หรือ การโจมตีบนโลกไซเบอร์ด้วยวิธีการที่ยังคงถูกใช้งานมาอย่างต่อเนื่อง หากธุรกิจของคุณไม่อยากพบเจอกับปัญหาดังกล่าวทีมงานโปรแกรมเมอร์คือหัวใจสำคัญที่จะต้องอัปเดตระบบ คอยตรวจสอบความผิดปกติ พยายามหาช่องโหว่ที่อาจเป็นช่องทางที่แฮกเกอร์จะทำร้ายเว็บไซต์แล้วปิดให้เรียบร้อย รวมถึงการวางแผนสำรองเมื่อเจอสถานการณ์ฉุกเฉินจะช่วยให้ทุกอย่างราบรื่น ธุรกิจเดินหน้าต่อแบบไม่มีสะดุด

 

 

]]>
FTP คืออะไร ใช้ทำอะไร https://seomasterth.com/what-is-ftp/ Thu, 14 Dec 2023 14:06:06 +0000 https://seomasterth.com/?p=26358

FTP คืออะไร ?

FTP ย่อมาจาก “File Transfer Protocol” คือโปรโตคอลหนึ่งที่ใช้ในการส่งข้อมูลไฟล์ ช่วยให้ผู้ใช้สามารถอัปโหลด ดาวน์โหลดไฟล์ไปมาระหว่างโน๊ตบุคและเซิร์ฟเวอร์ เมื่อพูดถึง FTP เรามักจะพูดถึงโปรแกรม FileZilla หรือแอปพลิเคชันที่สนับสนุน FTP, SFTP โปรแกรมเมอร์ส่วนใหญ่ใช้ในการทำงาน แก้ไขโค้ดต่างๆ หน้าตาของโปรแกรม FileZilla

การทำงานของ FTP เป็นดังนี้

  1. เชื่อมต่อ (Connect): เมื่อผู้ใช้ต้องการใช้งาน FTP เพื่ออัปโหลดหรือดาวน์โหลดไฟล์ ผู้ใช้จำเป็นต้องเชื่อมต่อกับ FTP Server ที่ต้องการใช้งาน ในการเชื่อมต่อนี้ ผู้ใช้ต้องระบุ URL หรือ IP Address ของ FTP Server และป้อนข้อมูลการเข้าสู่ระบบ (username และ password) เพื่อยืนยันตัวตนก่อนทำการส่งข้อมูล
  2. ส่งคำสั่ง (Send Command): เมื่อเชื่อมต่อสำเร็จ ผู้ใช้สามารถส่งคำสั่ง FTP ไปยัง FTP Server เพื่อร้องขอการดำเนินการต่างๆ เช่น ขอดูรายการไฟล์ที่มีอยู่ใน FTP Server, ดาวน์โหลดไฟล์, อัปโหลดไฟล์ หรือลบไฟล์
  3. การดำเนินการ (Operation): เมื่อได้รับคำสั่งจากผู้ใช้ FTP Server จะดำเนินการตามคำสั่งที่ได้รับ หากเป็นการดาวน์โหลดไฟล์ FTP Server จะส่งไฟล์ที่ต้องการกลับมาที่เครื่องของผู้ใช้ ในขณะที่ถ้าเป็นการอัปโหลดไฟล์ ผู้ใช้จะส่งไฟล์จากเครื่องของตนเองไปยัง FTP Server
  4. การจบการทำงาน (Finish Operation): เมื่อการดำเนินการเสร็จสิ้น FTP Server จะตอบกลับผู้ใช้ด้วยข้อความที่บอกว่าการดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว หรือต้องการการยืนยันเพิ่มเติม
  5. ยุติการเชื่อมต่อ (Disconnect): เมื่อผู้ใช้ทำการส่งข้อมูลหรือรับข้อมูลเสร็จสิ้นแล้ว ผู้ใช้จำเป็นต้องยุติการเชื่อมต่อกับ FTP Server เพื่อปิดการเชื่อมต่อของเครื่องคอมพิวเตอร์และ FTP Server

FTP เป็นโปรโตคอลที่ใช้งานง่ายและมีประสิทธิภาพในการส่งข้อมูลไฟล์ขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม จำเป็นต้องให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัย เพราะข้อมูลที่ส่งผ่าน FTP อาจถูกดักจับและอาจไม่ได้ถูกเข้ารหัสเช่นเดียวกับโปรโตคอลที่มีการเข้ารหัสข้อมูลอย่าง SFTP หรือ HTTPS การใช้โปรโตคอลที่มีการเข้ารหัสข้อมูลเช่น SFTP เป็นทางเลือกที่ดีกว่าในกรณีที่ต้องการส่งข้อมูลที่มีความลับและมีความสำคัญสูง

การใช้งานใช้ FTP ในปัจจุบัน [Update 2024]

ในปัจจุบันนั้นการใช้ FTP (File Transfer Protocol) ยังคงแพร่หลาย ยิ่งในประเทศไทย แทบทุกบริษัทต้องใช้โปรแกรม FileZilla หรือ Programmer ทุกคนต้องรู้จักผ่านมือ จากรายงาน FTP Market Size 2023 โปรแกรมที่ทำหน้าที่นี้ FileZilla ครองอันดับ 1 ผู้ใช้งานเยอะสุดของโลก และแน่นอนในไทยด้วย

ข้อควรระวังในการใช้ FileZilla

  1. ควร Backup ไฟล์ก่อนแก้ไขให้ดี เพราะหลายครั้งเวลาเราเบลอๆ เราอาจโยนไฟล์ผิดพลาด และจำไม่ได้ว่าแก้ไฟล์ไหนไป จนทำให้เว็บล่ม 500 Internal Server Error ได้
  2. นอกจากโปรโตคอล FTP ยังมี SFTP ให้ใช้งานผ่านโปรแกรม FileZilla เพื่อความปลอดภัยที่มากขึ้น
  3. ในเรื่องการจำกัดไฟวอร์ ควรทำการอนุญาต IP ใช้งาน หรืออนุญาตเป็นช่วงเวลา เพื่อป้องกัน Hacker
  4. ความสะดวกในการใช้งาน: การใช้งานคลาวด์และบริการแชร์ไฟล์ออนไลน์ทำให้การส่งและรับไฟล์ง่ายและสะดวกมากขึ้น สามารถเข้าถึงไฟล์ที่ส่งหรือรับได้ทุกที่ทุกเวลาผ่านอินเทอร์เน็ตและบนอุปกรณ์หลากหลาย

ปัจจุบันบริษัท Tech ใหญ่ๆ หันไปใช้ Automation Deployment ด้วย Git และ Jenkins หรืออื่นๆ เช่น Google Cloud, Amazon กันแล้ว ทำให้ไม่ได้ใช้ FTP เท่าไรนัก แต่บริษัทเล็กๆหรือโปรเจคส่วนตัวของเหล่าโปรแกรมเมอร์ก็ยังใช้ FileZilla อยู่ดีครับ

FTP เหมาะกับใคร มีใครใช้อยู่บ้าง

การใช้งาน FTP (File Transfer Protocol) มีผู้ใช้หลากหลาย ซึ่งประกอบด้วย

  1. โปรแกรมเมอร์ นักพัฒนาและผู้ดูแลระบบ: นักพัฒนาและผู้ดูแลระบบคือกลุ่มผู้ใช้ที่อาจใช้ FTP เพื่ออัปโหลดและดาวน์โหลดไฟล์ที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาซอฟต์แวร์หรือติดตั้งแพ็กเกจโปรแกรมบนเซิร์ฟเวอร์ การใช้ FTP ช่วยให้ความสะดวกในการโอนย้ายไฟล์และโค้ดระหว่างเครื่องพีซีและเซิร์ฟเวอร์ที่มีการทำงานอยู่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน
  2. เว็บโฮสติ้ง: บริษัทที่ให้บริการเว็บโฮสติ้งใช้ FTP เพื่อให้ลูกค้าสามารถอัปโหลดไฟล์ของเว็บไซต์ เช่น ไฟล์เว็บเพจ, รูปภาพ, และไฟล์ข้อมูลอื่นๆ ไปยังเซิร์ฟเวอร์ของพวกเขา นอกจากนี้ยังให้ความสะดวกในการสร้างหรือแก้ไขไฟล์บนเซิร์ฟเวอร์ด้วยการดาวน์โหลดไฟล์ผ่าน FTP
  3. บุคคลทั่วไป: บุคคลทั่วไปที่มีความรู้เกี่ยวกับการใช้ FTP ดาวน์โหลดไฟล์ต่างๆ จากเว็บไซต์หรือโฮสติ้งที่มีการให้บริการ FTP ได้
  4. บริษัท องค์กร: แน่นอนครับ บริษัทเล็กๆยังใช้ FTP ในการทำเว็บไซต์อยู่
]]>
Cloudflare คืออะไร วิธีใช้งาน มีประโยชน์ยังไง? https://seomasterth.com/cloudflare/ Tue, 12 Dec 2023 17:12:48 +0000 https://seomasterth.com/?p=26220 Cloudflare คืออะไร

บทความนี้จะเน้นให้คนธรรมดาที่ไม่ใช่โปรแกรมเมอร์ เข้าใจถึง Cloudflare ว่าคืออะไร คลาวแฟร์ คือ ผู้ให้บริการระบบ Network เครือข่ายข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดในโลก และให้ทุกคนที่มีเว็บสามารถใช้งานได้ฟรี และมีแบบเสียเงิน ประโยชน์หลักๆที่มักใช้กันบ่อยคือ ใช้ทำ HTTPS เพิ่มความเร็ว ทำ Caching และ เพิ่มความปลอดภัย เหมือนเป็นกำแพงด่านหน้าชั้นดีให้กับเว็บไซต์และเซิฟเวอร์ของเราครับ

Cloudflare ทำงานอย่างไร

Cloudflare จะมาเป็นกำแพงด่านหน้าให้กับ เซิฟเวอร์ตัวจริงของเว็บไซต์เรา ปกป้อง Hacker ผู้ไม่ประสงค์ดีต่างๆ (Malicious Traffic)

โดยปกติ สมมติเราเช่า Host ในประเทศไทย หากมีผู้ใช้งานเว็บที่อยู่ต่างประเทศจะเข้าใช้งานเว็บเรา การเข้าถึงข้อมูลจะทำได้ช้า แต่ Cloudflare ซึ่งมีเซิฟเวอร์ทั่วโลก ได้แก้ปัญหานี้ให้เราฟรีๆ ซึ่ง Cloudflare มีศูนย์กลางข้อมูลกระจายตัวอยู่ 310 ตำแหน่งทั่วโลกกว่า 120 ประเทศ จึงช่วยให้ผู้คนเปิดหน้าเว็บได้เร็วขึ้น ข้อมูลอัพเดท Cloudflare 2023 Year in Review ผู้ใช้งานแทบจะทุกฟีเจอร์เยอะขึ้นจากปีก่อน

ประโยชน์ของ Cloudflare มีอะไรบ้าง

  • 1. ใช้งานได้ฟรี และตั้งค่าง่าย (สำหรับ Programmer)
  • 2. มีระบบสถิติคนใช้งานเว็บไซต์ รายงานฟรี
  • 3. ซ่อน IP Server จริงของเรา
  • 4. เป็น CDN เปิดเข้าเว็บจากทุกที่ทั่วโลกได้เร็วขึ้น
  • 5. มีระบบเพิ่มความเร็ว (Speed) , ระบบ Caching ช่วยเรื่องความเร็วเว็บไซต์เป็นหลัก
  • 6. HTTPS ฟรี เว็บเขียวตลอดการใช้งาน
  • 7. มี DNS Server เราสามารถกำหนด DNS Records ให้กับโดเมนหรือ sub domain ที่เราต้องการได้ครบทุกชนิด
  • 8. ปลอดภัย Cloudflare มีตั้งค่าหลายอย่างที่เกี่ยวกับความปลอดภัย เช่น WAF, IP Allow, Country Block, Rate Limit ใช้อนุญาตหรือปฏิเสธการให้เข้าถึงเว็บไซต์เรา สามารถกำหนด By URL หรือเป็น Regular Expression ได้ และกำหนดจำนวนการ Request หน้าเว็บต่อวินาที ที่จะบล็อคได้
  • 9. ช่วยเรารับมือกับการโจมตีประเภท DDos Attack ได้ด้วย
  • 10. ทำ 301 Redirect ได้ง่ายๆ ที่ Page Rule ใช้ฟรี 3 ชุดการทำงาน
  • 11. Feature แบบเสียเงิน (Pro) จะมีบริการสำหรับเรื่องรูปภาพ Image ทั้งการ Resize, การทำรูปภาพสกุล WebP การใช้ Premium Network ที่เรียกว่า “Argo Smart Routing” เราจะไม่ใช้เส้นทางปะปนกับผู้ใช้ฟรี หรือจะเป็นเรื่อง Rate Limit บล็อคการใช้งานต่างๆ
  • 12. Cloudflare Enterprise สำหรับบริษัทขนาดใหญ่ มี Premium Feature เช่น Dedicated Support 24/7 เกิดปัญหาอะไรมีทีมซัพพอรต์ผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาช่วยเหลือ หรือจะเป็น China Network เพิ่มความไวบริการสู่ผู้ใช้งานประเทศจีน และ Raw Logs เก็บล็อคลงลึกได้มากยิ่งขึ้น
  • 13. อื่นๆ อีกมากมาย

วิธีสมัครและใช้งาน Cloudflare

  1. ไปที่เว็บ Cloudflare แล้วคลิก Sign Up เพื่อสมัครใช้งาน
  2. พิมพ์ชื่อโดเมนที่ต้องการเชื่อมต่อ Cloudflare ลงไป
  3. เลือกแพคเกจที่เป็นตัวฟรี แล้วคลิก Continue
  4. เปลี่ยน DNS Name server เอาชื่อ NS ที่ได้จาก Cloudflare นำไปเปลี่ยนที่ผู้ให้บริการจดโดเมน ยกตัวอย่างของ GoDaddy
  5. พอถึงหน้า Quick Start Guide จะทำการตั้งค่าเบื้องต้น หรือ เลือก Finish Later สำหรับทำในภายหลัง
  6. ทำ HTTPS คลิกที่หัวข้อ SSL เลือกรูปแบบ Flexible เป็นการตั้งค่าอย่างง่ายที่สุดและใช้มากที่สุด เพราะโดยเราไม่ต้องติดตั้งอะไรบน Server ก็ทำให้เว็บไซต์เป็น HTTPS ได้ แต่อย่างไรก็ตาม Traffic ระหว่าง Cloudflare กับ Server เราจะไม่ถูกเข้ารหัส ส่วนรูปแบบอื่น เช่น Full หรือ Full (strict) เราจะต้องซื้อ SSL certificate รายปี หรือสร้างโดยใช้ Let’s Encrypt และมีการใส่ข้อมูลเพื่อให้ Cloudflare ตรวจสอบ (Validate) ในกรณีเป็น Full (strict)
    จากนั้นตั้งค่า Always Use HTTPS เพื่อทำให้เด้งมา HTTPS อัตโนมัติ หากมีการเข้าเป็น HTTP
  7. ตั้งค่า Speed > Auto Minify เพื่อให้บีบอัดลดขนาดไฟล์โค้ดต่างๆ เพิ่มความเร็วเว็บไซต์ เบื้องต้น
  8. ตั้งค่า Cache เพิ่มระยะเวลาการเก็บ Cache
  9. ตั้งค่าอื่นๆเพิ่มเติม ตามวัตถุประสงค์การใช้งาน

สรุป

เว็บสมัยใหม่ควรมีผู้ให้บริการด้าน Network เป็นกำแพงให้เราครับ นอกเหนือจาก Cloudflare ก็ยังมีเจ้าอื่น เช่น Sucuri เป็นต้น หวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์ไม่มากก็น้อย โดยบริษัทเรามีบริการรับทำเว็บไซต์ด้วย WordPress ซึ่งเราใช้ Cloudflare เป็นกำแพงอยู่ในบริการด้วยครับ

]]>
Canva คืออะไร ใช้ทําอะไรได้บ้าง https://seomasterth.com/what-is-canva/ Sat, 09 Dec 2023 13:49:36 +0000 https://seomasterth.com/?p=26062 Canva คืออะไร

ในยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตในยุคปัจจุบัน รวมทั้งการค้าขายที่มีการปรับตัวมาขายกันแบบออนไลน์ การออกแบบสื่อและการสร้างเนื้อหาให้มีความน่าสนใจนั้น เครื่องมืออีกอย่างที่จะช่วยสงเสริมการค้าขายออนไลน์ได้ โดยเฉพาะการออกแบบกราฟิก การออกแบบภาพเป็นตัวช่วยที่จะทำให้ขายสินค้าได้ดีขึ้น เพราะรูปภาพสามารถดึงดูดสายตาผู้คนได้มากกว่าตัวอักษร และแพลตฟอร์มยอดฮิตที่ช่วยในการออกแบบภาพต่าง ๆ อย่าง Canva คือ ตัวช่วยสำหรับคนที่ไม่ถนัดออกแบบก็เก่งได้แบบมือโปร

canva เป็นแพลตฟอร์มเครื่องมือการออกแบบที่ไม่เหมือนโปรแกรมทั่วๆไปโดยการใช้งานจะเป็นในรูปแบบออนไลน์ สามารถสร้างเอกสาร ภาพกราฟิก โปสเตอร์ วิดีโอ Presentation  Resume และอื่น ๆ อีกมากมาย และ Canva ถือเป็นเครื่องมือที่มีการใช้งานง่าย และมีฟังก์ชั่นการใช้งานที่ง่ายเพียงแค่ใช้การลาก-วางองค์ประกอบและแก้ไขให้ตรงตาม Concept ที่ต้องการได้ อีกทั้ง Canva ยังเป็นแอปที่เหมาะสำหรับผู้ใช้งานที่เป็นมือใหม่ในการรังสรรค์ผลงานได้ตามใจชอบ

Canva เหมาะกับการใช้งานกับใคร ?

  • Canva เหมาะกับ ผู้ที่ไม่มีความรู้ด้านกราฟิกหรือไม่มีพื้นฐานการ ใช้งานโปรแกรม Adobe Illustrator , Adobe Photoshop หรือ โปรแกรมเฉพาะด้านการสร้างกราฟิก
  • Canva เหมาะกับ บุคคลทั่วไป นักเรียน นักศึกษาที่กำลังมองหาเครื่องมือใช้งานง่ายในการสร้างงานกราฟิกหรือPresentation
  • Canva เหมาะกับ ธุรกิจที่กำลังมองหาแพลตฟอร์มที่ใช้งานง่าย มีระบบแชร์งานกันภายในทีมได้

    สามารถใช้ออกแบบ เรซูเม่ Presentation โปสเตอร์ Instagram Stories นามบัตร ออกแบบลายเสื้อ โลโก้ ตัดต่อวิดีโอ และ เว็บไซต์

คุณสมบัติเด่นของ Canva

1.Canva ใช้งานง่ายแม้ไม่มีพื้นฐานด้านการออกแบบ

2.Canva สามารถสร้างงานออกแบบได้หลากหลายประเภท 

3.Canva มีเทมเพลตต่างๆ รูปภาพและวิดีโอให้เลือกใช้มากกว่า โดยที่ไม่ต้องกังวลเรื่องลิขสิทธิ์

4.Canva มีฟอนต์ภาษาไทยและภาษาอังกฤษให้เลือกใช้ไม่จำเจ

5.Canva รองรับภาพเคลื่อนไหวและสามารถใช้เอฟเฟคการเคลื่อนไหวในข้อความได้

ข้อดีและข้อเสีย Canva 

เพื่อให้ได้เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Canva เราจะให้คุณเห็นรายละเอียดโดยเฉพาะการเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียแบบชัด ๆ เกี่ยวกับคุณสมบัติของ Canva 

ข้อดี ของ Canva 

  • Canva เป็นแพลตฟอร์มการออกแบบฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
  • ใช้งานง่าย เป็นมิตรต่อผู้ใช้งานทุกระดับ
  • ไม่จำเป็นต้องเป็นมืออาชีพคุณก็สามารถสร้างผลงานบน Canva ที่ดีเยี่ยมได้
  • มีรูปภาพ ฟอนต์ สติกเกอร์ Template บน Canva ให้เลือกใช้ครบทุกรูปแบบ
  • มีองค์ประกอบให้เลือกใช้งานหลากหลาย
  • Canva ช่วยให้ทำงานเป็นทีมหรือกลุ่มร่วมกันได้
  • ฟีเจอร์รองรับในปัจจุบันกว้างขวาง
  • ภาพถ่ายจาก Stock จำนวนมาก
  • แชร์ไปยัง Social Media ได้ง่าย
  • Canva สามารถโหลดไฟล์ได้หลายประเภท

ข้อเสีย  Canva 

  • Canva ไม่มีสามารถใช้งานแบบออฟไลน์ได้คุณจำเป็นต้องมีอินเตอร์เน็ทสำหรับการใชเงาน
  • สไตล์ภาพรวมจะดูเด่นชัดว่ามาออกแบบมาจาก Canva 
  • จำนวน รูปภาพ ฟอนต์ สติกเกอร์ Template บน Canva ที่มีทั้งฟรีและเสียเงิน 
  • ไม่มีไฟล์ต้นฉบับบน Canva คุณไม่สามารถแชร์ แก้ไข หรือส่งออกงานออกแบบใดๆ ที่ไม่มีบัญชี Canva 
  • สำหรับการดาวน์โหลดรูปภาพใน canva จะมีเพียงไฟล์บางประเภทเท่านั่นที่คุณจะโหลดได้หากคุณไม่ได้เป็นสมาชิก
  • เราไม่สามารถสร้างองค์ประกอบเฉพาะแบบได้

 

นอกจาก Canva จะใช้งานบนเว็บไซต์แล้ว Canva ก็ยังมีเวอร์ชั่นในรูปแบบ Application บนมือถือให้ใช้งานได้ง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องมีโน๊ตบุ๊คหรือคอมพิวเตอร์ก็สามารถสร้างผลงานของคุณได้ในเวลาอันรวดเร็ว สามารถโหลดได้ที่ App Store ได้ทั้ง แอนดรอยด์ และ iOS  ฟรี

]]>