admin – SEO Master บริษัทรับทำ SEO รับดูแลเว็บไซต์ ราคาถูก ครบวงจร https://seomasterth.com SEO MASTER Thu, 07 Mar 2024 07:10:51 +0000 en-US hourly 1 https://wordpress.org/?v=6.3.5 https://seomasterth.com/wp-content/uploads/2023/11/cropped-seomaster-icon-32x32.jpg admin – SEO Master บริษัทรับทำ SEO รับดูแลเว็บไซต์ ราคาถูก ครบวงจร https://seomasterth.com 32 32 Google Data Studio หรือ Looker Studio คืออะไร https://seomasterth.com/google-data-studio/ Fri, 16 Feb 2024 10:19:40 +0000 https://seomasterth.com/?p=28352 ในยุคที่ธุรกิจต้องแข่งขันกันด้วยข้อมูล ใครที่ครอบครองข้อมูลมาก และวิเคราะห์ข้อมูลนั้นออกมาได้อย่างถูกต้องแล้ว จะได้เปรียบเหนือคู่แข่ง ทำให้การเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล และการทำรีพอร์ตเพื่อเสนอผลลัพธิ์ของข้อมูลออกมาจึงมีความสำคัญมาก ซึ่งในปัจจุบันเครื่องมือที่นิยมใช้ในการจัดการกับข้อมูลจะมีอยู่หลายโปรแกรม เช่น Microsoft Poser BI ,Looker Studio , Tableau โดยในบทความนี้ เราจะมาศึกษา Google Data Studio ว่ามีความสามารถอย่างไรบ้าง และใช้ทำงานอะไรกันครับ

Google Data Studio คืออะไร?

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า Looker Studio หรือชื่อเดิมว่า Google Data Studio คือเครื่องมือที่จะช่วยรวบรวมข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่างๆ เพื่อนำมาวิเคราะห์ผลของข้อมูล โดยแสดงออกมาเป็นรีพอร์ตในรูปของ กราฟ ตาราง แผนภูมิต่างๆ เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ในการปรับปรุงกลยุทธ หรือการทำตลาดของธุรกิจ เราจะเห็นได้ว่าปัจจุบันบริษัทหรือธุรกิจขนาดใหญ่มีการใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงการออกแพคเกจหรือการให้บริการอยู่มากมายเช่น Facebook ที่ถือครองข้อมูลของบุคคลนับล้าน แล้วนำมาเป็นข้อมูลให้ผู้ซื้อโฆษณาเลือกกลุ่มเป้าหมายเพื่อการยิงโฆษณาให้ถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการ ซึ่ง Looker Studio เปิดให้ผู้ใช้งานใช้งานได้ฟรี แต่หากต้องการข้อมูลที่มากขึ้นอาจต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงข้อมูลนั้น

ภาพตัวอย่าง Looker Studio จาก www.rockcontent.com

องค์ประกอบการทำงานของ Looker Studio

Looker Studio จะมีการทำงานอยู่สองส่วนคือ ส่วนของ Data Sources และส่วนของ Report หรือ Dashboard 

  • Data Sources

    ภาพ Data Sources ใน Looker Studio

ในส่วนนี้จะเป็นแหล่งข้อมูลให้ผู้ใช้งานได้เลือกว่าจะดึงข้อมูลประเภทใด จาก Tools ตัวใด เพื่อนำมาประมวลผล โดย Looker Studio มี Tools ให้ผู้ใช้เลือกใช้งานอยู่เป็นจำนวนมาก โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มดังนี้

Google Connectors เช่น MySQL, AppSheet, BigQuery, Google Sheets, Google Analytics, Google Ads, Google Search Console และ YouTube Analytics

Partner Connectors  899 connectors (Update Feb 2024) เช่น Facebook Ads, Tiktok Ads และ Hubspot

Open Source Connectors เช่น Github และ Stackoverflow 

โดยผู้ใช้สามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนของ Connect to Data ได้ที่ www.lookerstudio.google.com/data

 

  • Report หรือ Dashboard

    ภาพ Dashboard จาก www.hevodata.com

 

ในส่วนนี้จะแสดงข้อมูลที่ดึงมาจาก Data Sources มาประมวลผลเป็น Report ให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นภาพของการทำงานทั้งหมด Looker Studio มีเทมเพลตที่สวยงามให้ผู้ใช้ได้เลือกมาใช้งาน สำหรับผู้ที่สนใจเลือกเทมเพลต สามารถเลือกได้จากที่นี่ https://lookerstudio.google.com/gallery?category=marketing

 

เริ่มต้นใช้งาน Looker Studio

  1. Looker Studio สามารถใช้งานได้โดยผ่านเว็บไซต์ www.lookerstudio.google.com โดยผู้ใช้สามารถ Login ผ่าน Google Account เพื่อใช้งานได้ทันที 
  2. หลังจากที่ login เข้ามาแล้ว ในหน้าหลักจะมี Templates ให้เลือกใช้งาน ตามความเหมาะสมของงาน ซึ่งถ้าไม่ต้องการเลือก Templates ที่มีให้ก็สามารถกดสร้าง Blank Report เพื่อสร้างหน้าเปล่า (Templates บางอันอาจมีค่าใช้จ่ายในการซื้อมาใช้งาน) โดยเมื่อเราสร้าง Report แล้ว ในหน้านี้จะแสดงรายชื่อ Report ที่เคยสร้างไว้ เพื่อสะดวกต่อการแก้ไข หรือแชร์ให้ผู้อื่น

    ภาพหน้าหลักของ Looker Studio

  3. ทดสอบสร้าง Report โดยเลือกที่รายงานเปล่า > เพิ่มข้อมูลลงในรายงาน > เชื่อมต่อข้อมูล โดยเลือกที่ BigQuery

    ภาพการเลือกแพลตฟอร์มในการดึงข้อมูล

  4. เลือกข้อมูลที่ต้องการ โดยในตัวอย่างเลือกข้อมูลเกี่ยวกับ Covid 19 แล้วเพิ่มเข้ามาใน Report ของเรา

  5. เมื่อได้ข้อมูลที่ต้องการแล้ว ในขั้นตอนนี้ ผู้ใช้สามารถเลือกชุดข้อมูลที่อยู่ด้านขวามาวางไว้ที่ Report เพื่อนำมาประมวลผล และผู้ใช้สามารถเลือกรูปแบบของ Report ได้ในช่องเมนูแผนภูมิ ซึ่งหลังจากเลือกข้อมูลแล้ว Looker Studio จะประมวลผล และสร้างกราฟออกมาให้ทันที

    ภาพตัวอย่างการสร้าง Report จากชุดข้อมูล

  6. หลังจากสร้าง Report เสร็จ หรือต้องการเพิ่มผู้ใช้งานในทีม Looker Studio ก็สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่แชร์ให้บุคคลอื่น ผ่านปุ่มแชร์ ( ) เพียงเท่านี้ก็สามารถแชร์ Report ให้ผู้อื่นได้ทันที

จุดเด่นของ Looker Studio

  • มีหน้า Dashboard ให้ผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนได้อย่างอิสระ สามารถปรับให้มีสีสัน ธีม รูปแบบกราฟ ตาราง ได้ตามต้องการ หรือหากไม่ต้องการปรับแต่งเอง ก็สามารถดาวน์โหลดได้จาก Store
  • มีข้อมูลจากแพลตฟอร์มต่างๆให้เลือกใช้งานได้อย่างอิสระ ทำให้ใช้งานได้อย่างหลากหลาย จึงเหมาะกับงานที่ต้องใช้ข้อมูลปริมาณมาก
  • มีข้อมูลที่อัพเดทลาสุดให้เลือกใช้งานได้ตลอดเวลา Looker Studio สามารถอัพเดทข้อมูลใน Dashboard ให้เป็นข้อมูลล่าสุดได้โดยที่ผู้ใช้ไม่ต้องไปค้นหาและนำมาเพิ่มด้วยตนเอง
  • ง่ายต่อการแชร์ ส่งต่อ หรือเพิ่มสมาชิกในทีม เพียงแค่มี Account ของ Google ก็สามารถแชร์ ให้ผู้อื่นดูข้อมูลได้ หรือเข้ามาแก้ไขก็ได้เช่นกัน

 

สรุป Looker Studio ดีอย่างไร

ในการใช้งาน Looker Studio นั้นจะเหมาะกับงานที่ต้องทำงานร่วมกับโปรแกรมในชุดของ Google เป็นหลัก ซึ่งข้อมูลของ Google นั้นจะมีการอัพเดทให้เป็นปัจจุบันตลอด ทำให้การเรียกใช้ข้อมูลเป็นจุดแข็งของ Looker Studio ในส่วน Template นั้น Looker Studio มีให้ผู้ใช้เลือกหยิบมาใช้ได้โดยที่ไม่ต้องออกแบบใหม่ทั้งหมด ทำให้ประหยัดเวลาในการใช้งานได้เป็นอย่างมาก และอีกจุดเด่นที่สำคัญคือการใช้งานได้ฟรี ทำให้เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นใช้งาน หรือนักศึกษาเป็นอย่างมาก

]]>
Power BI คืออะไร https://seomasterth.com/power-bi-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ Tue, 06 Feb 2024 08:58:15 +0000 https://seomasterth.com/?p=28201 Power BI คืออะไร

Power BI คือโปรแกรมสำหรับการประมวลผลหรือวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ ให้ออกมาในรูปแบบที่ผู้ใช้ต้องการ เพื่อใช้ในการสื่อสารหรือนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ต่อในงานอื่น ๆ  เช่น การสร้างกราฟเพื่อวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของลูกค้า การประมวลผลข้อมูลงานวิจัย การประมวลผลและแสดงผลเป็นแผนที่ และอื่นๆ ที่ใช้ข้อมูลในการประมวลผล ซึ่งอีกจุดเด่นนอกจากความสามารถในการประมวลผลแล้ว Power BI ยังมีหน้าตาที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ มีการแสดงผลที่สวยงาม รองรับได้หลากหลายอุปกรณ์ นั่นจึงทำให้ Power Bi เป็นโปรแกรมแรกๆที่ผู้ใช้เลือกใช้งาน Power BI เป็นชุดเครื่องมือจาก Microsoft

รูปแบบการทำงานของ Power BI จะมีกระบวนการหลัก ๆ ดังนี้

กระบวนการทำงานของ PowerBI

  • ส่วนนำเข้าข้อมูล (Import)

คือส่วนในการนำข้อมูลประเภทต่างๆเข้ามาประมวลผล โดย Power BI นั้น รองรับข้อมูลได้หลายประเภท เช่น ข้อมูลจากโปรแกรม MS Excel , CSV ,XML ,Test data, SQL ,JSON และข้อมูลประเภทอื่นๆ โดยสามารถตรวจสอบประเภทของข้อมูลที่รองรับได้จากลิ๊งค์นี้ Data sources in Power BI Desktop

  • การสร้าง Data Model

การสร้าง Data Model หรือ แบบจำลองข้อมูล คือจุดเด่นในการวิเคราะห์ข้อมูลของ Power BI โดยโปรแกรมจะจัดระเบียบแบ่งประเภทของข้อมูล เพื่อนำไปใช้งาน เช่น Star Schemas , Fact Tables , Dimension Tables 

ตัวอย่าง Data Model

  • การเขียนสูตร DAX (Data Analysis Expressions)

DAX คือคอลเลกชันของฟังก์ชัน ตัวดำเนินการ ค่าคงที่ ที่ใช้ในสูตรคำนวณข้อมูลที่ส่งเข้ามา เพื่อสร้างข้อมูลใหม่ หรือค่าที่ต้องการลงในแบบจำลอง หรือส่งออกมาแสดงบน Report 

 

  • การสร้าง Report

คือขั้นตอนสุดท้ายในการประมวลผล โดย Power BI จำนำข้อมูลที่ประมวลผลแล้วมาแสดงออกเป็นรูปของ Report ที่เข้าใจง่าย และสวยงาม

ตัวอย่าง Report Power BI

จุดเด่นข้อดีของ Power BI

นอกจากหน้าตาของโปรแกรมที่ใช้งานง่าย และรีพอร์ตที่สวยงามนั้น Power BI ยังมีจุดเด่นที่สำคัญ ดังนี้

  • Secure Report Publishing: การสร้างความปลอดภัยในการเผยแพร่งาน ป้องกันการแก้ไข และยังอัพเดทงานให้อัตโนมัติ เมื่อเจ้าของแก้ไขหรือปรับปรุงข้อมูลไฟล์
  • No Memory and Speed Constraints: Power BI สามารถปรับเปลี่ยนระบบการประมวล การวิเคราะห์ข้อมูลให้มีความเร็วและประสิทธิภาพมากขึ้นได้ หากทรัพย์ยากรและสภาพแวดล้อมรองรับการทำงาน
  • No Specialized Technical Support required: Power BI มี UI ที่เป็นมิตรกับผู้ใช้ โดยมีพื้นฐานมาจาก MS Office ทำให้ง่ายต่อการใช้งาน ผู้ใช้สามารถเริ่มใช้งานได้โดยไม่ต้องมีฝ่ายซัพพอร์ต มาช่วยแนะนำการใช้งาน
  • Constant innovation: Power BI จะมีการอัพเดทฟังก์ชันและฟีเจอร์ใหม่ๆ เพื่อให้รองรับต่อความต้องการของผู้ใช้งาน
  • Rich, personalized dashboard: จุดเด่นของ Power BI คือ Dashboard ที่ตรงกับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ สามารถสื่อถึงข้อมูลให้ผู้อ่านเข้าใจและเห็นวัตถุประสงค์ของตัว Dashboard นั้น

 

ข้อเสียของ Power BI

ข้อจำกัด ขนาดไฟล์จะใหญ่ จำเป็นจะต้องบริหารจัดการเป็นพิเศษ และมีข้อจำกัดว่า Import สามารถมีไฟล์ได้ขนาดสูงสุด 1 GB (แต่หากเป็น Power BI Premium สามารถมากกว่านี้ได้) เมื่อเราทำการเปลี่ยนจาก Direct Query หรือ Live Connection มาเป็น Import จะไม่สามารถทำการเปลี่ยนกลับไปได้

ตัวอย่างการใช้งาน Power BI

  • การนำเข้าไฟล์ Excel และไฟล์ประเภทอื่นๆ

ในการนำเข้าไฟล์ Excel นั้น สามารถทำได้ดังนี้

  • ให้เลือกที่ File > Get data > Excel workbook

  • จากนั้นให้เลือกไฟล์ข้อมูล Excel แล้ว Load เข้ามายังโปรแกรม
  • เมื่อนำเข้าข้อมูลแล้ว เราสามารถเลือกรูปแบบของการแสดงผล และข้อมูลจากคอลัมม์หรือแถวที่ต้องการได้ในหน้าหลักของโปรแกรม

  • ในส่วนไฟล์ชนิดอื่นก็สามารถทำได้โดยเมนู Get data เช่นกัน โดย Power  BI จะมีตัวอย่างชนิดของไฟล์ให้เราเลือกในหน้านี้ แต่หากไม่มีชนิดไฟล์ที่เราจะเปิดให้เมนู Get data to get started เพื่อแสดงชนิดไฟล์ทั้งหมดที่โปรแกรมรองรับ

 

  • การ Transform/Shaping Data

คือการปรับมุมมองหรือการแก้ไขข้อมูล เช่น การแปลงชนิดของข้อมูล การปรับแต่งตาราง การลบหรือเพิ่มคอมลัมน์ ซึ่งการปรับแต่งทั้งหมดนี้ จะไม่กระทบต่อข้อมูลต้นฉบับ

  • ให้เราเลือกที่เมนู Transform จากนั้นจะมีเมนูย่อยที่ใช้ในการแก้ไขตารางแสดงให้เราเลือกใช้งาน

โดยมีรูปแบบการทำงานดังนี้

  1. ใช้ข้อมูลแถวแรกไปเป็นชื่อคอลัมน์ (Use first row as header)
  2. เปลี่ยนชื่อคอลัมน์ใหม่ (Rename Column)
  3. การลบคอลัมน์ออก (Remove Column)
  4. การเปลี่ยนประเภทข้อมูลของคอลัมน์ (Change Data Type)
  5. การเปลี่ยนประเภทข้อมูลของคอลัมน์โดยใช้ Locale
  6. การแบ่งข้อมูลในคอลัมน์ (Split Column)
  7. การลบรายการข้อมูลด้วย Keep Rows, Remove Rows, Filter
  8. ลบรายการที่มี Error ออกจาก Data Model (Remove Error)
  9. การแทนค่าในคอลัมน์ (Replace Value)
  10. การ Fill ข้อมูลลงในคอลัมน์ (Fill Up/Fill Down)
  11. การทำ Pivot Column
  12. การทำ Combine Data
  13. การทำ Merge Queries
  14. การทำ Append Data
  15. การเพิ่มคอลัมน์ใหม่ (Add custom column)
  16. การป้อนข้อมูลเข้า Power BI โดยตรง (Enter Data)
  17. การเปลี่ยนชื่อ Queries/Table (Rename Queries)

 

  • การสร้างกราฟ
  • เมื่อเรานำเข้าข้อมูล และปรับแต่งข้อมูลเรียบร้อยแล้ว เราสามารถส่งออกข้อมูลออกมาเป็น Report ได้ โดยที่เลือกรูปแบบของกราฟที่แทป Visualizatios

  • หลังจากที่เราเลือกกราฟที่ต้องการแล้ว ให้เลือกข้อมูลที่แทป Data ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะมาจากไฟล์ที่เรานำเข้ามา หรือมาจากการ Tranform Data แล้ว

  • การใช้สูตร DAX

DAX (Data Analysis Expressions) คือการใช้สูตรในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ เพื่อหาค่าที่ต้องการไปแสดงที่ Report โดยมีตัวอย่างสูตรดังนี้

ภาพจาก www.datacamp.com

โดยสามารถดูสูตรทั้งหมดได้ที่ลิ๊งด้านล่างhttps://images.datacamp.com/image/upload/v1653826988/Marketing/Blog/Formulas_in_DAX_Cheat_Sheet.pdf

Power BI เหมาะกับใคร

Data Analyst หรือ Business Analyst ที่ต้องใช้ข้อมูลในการตัดสินใจทางธุรกิจ การเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งเข้าด้วยกัน ไม่ว่าข้อมูลจะมาจากไฟล์ฐานข้อมูลทั่วไป อย่างเช่น Access/CSV/Excel/MySQL/Oracle หรือแม้กระทั่งฐานข้อมูลจาก Facebook/Google Analytics ก็สามารถนำมาเชื่อมโยง และทำการวิเคราะห์ในรูปแบบของชาร์ท (Chart) หรือ ตาราง (Table) สามารถเรียกข้อมูลได้จากหลายแหล่งมากกว่า Excel

Power BI vs Google Data Studio

ทั้ง Power BI และ Google Data Studio ต่างก็เป็นเครื่องมือ Business Intelligence (BI) ที่บริษัทหรือองค์กรต่างๆต้องมีไว้ใช้ในช่วยจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อใช้ในการตัดสินใจที่ถูกต้องทางธุรกิจ

ส่วนสรุป 

ด้วยความสามารถของโปรแกรม Power BI นี้ ทำให้ถูกนำมาใช้งานอย่างแพร่หลาย ทั้งในธุรกิจต่างๆ ,การศึกษา ,การวิจัย และอื่นๆ ที่ต้องนำข้อมูลมาประมวลผลและส่งออกมาเป็น Report

สำหรับผู้ที่ต้องการใช้ Power BI นั้น สามารถใช้งานได้ฟรีในเวอร์ชัน Power BI Desktop แต่หากต้องการเวอร์ชันที่สูงกว่านั้น ก็สามารถเลือกแพลนที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ โดยมีแพลนและราคาดังในภาพ Power BI Suite of Products โดยมีคู่มือ Power BI ภาษาไทยให้อ่านตามเว็บต่างๆมากมาย ที่สำคัญเรียนฟรี คอร์สสอนออนไลน์ฟรีก็มี

 

]]>
QuillBot คืออะไร ใช้ยังไง ทำอะไรได้บ้าง https://seomasterth.com/what-is-quillbot/ Tue, 16 Jan 2024 18:54:59 +0000 https://seomasterth.com/?p=27983 QuillBot คืออะไร 

QuillBot (คิวบอท) เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบ Grammar และเรียบเรียงข้อความหรือประโยคภาษาอังกฤษใหม่ ให้ถูกต้องหรือตรงตามหลักไวยากรณ์มากที่สุด โดย QuillBot จะใช้ AI เข้ามาช่วยในการปรับปรุงข้อความ สร้างประโยคที่มีโครงสร้างที่ดี มีความแม่นยำ จนเป็นที่นิยมในหมู่นักเขียนเป็นอย่างมาก

QuillBot ต่างจาก Grammarly อย่างไร

อย่างที่ทราบกันอยู่แล้วว่า Grammarly และ QuillBot นั้น ต่างเป็นโปรแกรมช่วยเขียนคำให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ แต่ทั้งสองโปรแกรมนี้ก็ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียว โดยจุดเด่นของ Grammarly นั้นจะเป็นการตรวจหาหลักไวยากรณ์ที่เขียนผิด การสะกดคำ การตรวจจับการลอกเลียนแบบข้อความ แต่ในฝั่งของ QuillBot จะมีจุดเด่นในการช่วยเขียนคำขึ้นมาใหม่ให้ถูกตามหลักไวยากรณ์ หรือรีไรท์ข้อความใหม่ให้เป็นตามรูปแบบที่ผู้เขียนต้องการ โดยใช้ AI เข้ามาช่วยเขียน

QuillBot มีการทำงานอย่างไร

เรามาศึกษา algorithms การทำงานของ QuillBot ว่ามีการทำงานอย่างไร

  • ทำความเข้าใจกับอินพุต โดยเมื่อผู้ใช้ระบุข้อความเข้ามา QuillBot จะวิเคราะห์และทำความเข้าใจกับอินพุต โดยใช้เทคนิค NLP แยกโครงสร้างข้อความออกเป็นคำ เพื่อให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างคำเหล่านั้น และวิเคราะห์ความหมายของโปรโยค
  • แทนที่คำและวลี QuillBot จะออกแบบโครงสร้างของประโยคและเลือกคำและวลีมาใช้ โดยใช้คอลเลกชันรูปแบบทางภาษามากำหนดคำที่จะใช้ โดยจะต้องคงความหมายเดิมของประโยคให้มากที่สุด
  • การปรับหลักไวยากรณ์ หลังจากที่ QuillBot เลือกคำและวลีมาใช้แล้ว จะมีการปรับหลักไวยากรณ์ จัดเรียงประโยคใหม่ เพื่อให้ถูกต้องตามหลักภาษา
  • นำ Feedback มาปรับปรุงการทำงาน QuillBot จะเรียนรู้และพัฒนาอัลกอลิทึม ผ่านความคิดเห็นของผู้ใช้ โดยจะปรับให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของผู้ใช้ให้มากที่สุดผ่านข้อมูลที่ผู้ใช้ ใช้งานอยู่ทุกวัน ซึ่ง AI จะเรียนรู้จากข้อมูลเหล่านี้ แล้วนำมาปรับปรุงระบบในการเขียนคำ นั่นจึงทำให้เมื่อยิ่งนานไป QuillBot ก็จะมีความฉลาดมากขึ้น

ส่วนย่อยที่สอง  

ฟังก์ชันของ QuillBot Tool ที่โดดเด่นมีอะไรบ้าง 

 

  • Paraphraser Tool

ฟังก์ชันในการช่วยถอดความจากเนื้อหาแล้วเขียนคำใหม่ โดยจุดเด่นของ QuillBot คือความสามารถในการถอดความจากเนื้อที่ซับซ้อน แล้วเรียบเรียงใหม่โดยป้อนวลี ย่อหน้า โดยที่ยังคงความหมายเดิมของเนื้อหาไว้ได้ เพื่อเลี่ยงการถูกมองว่าลอกเลียนแบบเนื้อหาออกมา

  • Grammar Checker

เครื่องมือในการเช็ค Grammar โดย QuillBot จะตรวจสอบข้อความที่ผู้ใช้ป้อน เพื่อหาข้อผิดพลาดทางหลักไวยากรณ์ และแนะนำคำสำหรับแก้ไขโครงสร้างตามหลักไวยากรณ์ ช่วยให้ประโยคถูกต้องและสวยงามยิ่งขึ้น

  • Citation Generator

เครื่องมือช่วยในการทำอ้างอิงให้กับเนื้อหาที่เราเขียนให้รวดเร็วยิ่งขึ้น เพื่อให้ทราบว่าเนื้อหานี้มาจากไหน หนังสืออะไร บทความในวารสาร เว็บไซต์ที่มา ซึ่ง QuillBot สามารถเขียนอ้างอิงในรูปแบบที่นิยมได้อย่างเช่น APA ,MLA ,Chicago หรืออื่นๆ

 

  • Summarizar

QuillBot มีฟีเจอร์ในการสรุปข้อความให้สั้นลง โดยที่ยังคงเนื้อหาให้เหมือนเดิม และยังสามารถแบ่งข้อความออกเป็นส่วนย่อยๆ เพื่อให้อ่านได้ง่ายขึ้น โดยฟีเจอร์ Summarizar จะตอบโจทย์ผู้ใช้ที่ต้องการใจความของบทความ หรือลดเวลาการย่อยเนื้อหาให้ออกมาให้รวดเร็วขึ้น

  • Translator

QuillBot สามารถแปลภาษาในรูปแบบประโยค หรือทั้งย่อหน้าได้อย่างรวดเร็ว และยังมีหน้าต่างในการเปรียบเทียบทั้งสองภาษา เพื่อช่วยให้ผู้ใช้เข้าใจการผันกริยา การใช้คำ และการวางโครงสร้างประโยคของทั้งสองภาษา

 

QuillBot ดีไหม เหมาะกับใครบ้าง

  1. นักเรียนนักศึกษา ที่ต้องการเขียนประโยคภาษาอังกฤษให้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ หรือทำวิทยานิพนธ์
  2. อาจารย์สอนภาษา ที่ต้องการเครื่องมือในการช่วยเขียนหรือตรวจสอบความถูกต้องของประโยค
  3. นักวิชาการ ที่ต้องการเขียนงานวิจัยภาษาอังกฤษ หรือต้องการเขียนงานที่ไม่ซ้ำกับเอกสารที่มีอยู่เดิม
  4. นักธุรกิจ นักการตลาดที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษในการติดต่อสื่อสารกับลูกค้า 
  5. บุคคลทั่วไป ที่ต้องการเขียนงานภาษาอังกฤษให้ถูกต้อง หรือการพิมพ์โต้ตอบให้ถูกต้อง

จะเห็นว่า QuillBot นั้นมีฟังก์ชันการทำงานที่เหมาะสมกับทุกๆอาชีพ ทุกช่วงวัย ไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักแปลภาษาเท่านั้น 

ในการใช้งาน QuillBot นั้น ผู้ใช้จะต้องใช้ผ่านช่องทางออนไลน์เท่านั้น โดยมีช่องทางในการใช้งานดังนี้

  • ผ่านเว็บไซต์ของ QuillBot โดยตรง
  • ใช้งานผ่าน extension เสริมในโปรแกรม Microsoft word
  • ใช้งานผ่าน Google Chrome 
  • ใช้งานผ่าน mac os

 

QuillBot ฟรี

หากเราเริ่มต้นในการใช้งานนั้น QuillBot  เปิดให้ผู้ใช้สามารถใช้งานได้ฟรี เบื้องต้น โดยจะมีฟังก์ชันเบสิกในการและจะมีข้อจำกัดในการใช้งานเล็กน้อย เช่น จำกัดการเรียบเรียงคำใหม่ไม่ให้เกิน 125 คำ การสรุปเนื้อหาของประโยคไม่เกิน 1200 คำ เป็นต้น สนใจใช้งาน ที่นี่ https://quillbot.com

โดยหากเราต้องการใช้งานแบบ Premium ก็สามารถเลือกแพลนสำหรับการใช้งานที่เหมาะสมกับการใช้งานได้ที่หน้าเว็บของ QuillBot 

สรุปความสามารถของ QuillBot 2024

  1. ความสามารถในการถอดความของ QuillBot นั้นจะช่วยให้ผู้ใช้เรียบเรียงประโยคได้ใหม่ โดยมีเนื้อหาคงเดิม และหลีกเลียงการลอกเลียนแบบจากเนื้อหาเดิม 
  2. QuillBot ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ภาษาของผู้ใช้ หรือกล่าวคือ ช่วยให้ประโยคถูกต้องตามหลักไวยากรณ์ มีการเชื่อมโยงของคำที่ถูกต้อง และเขียนได้ถูกโอกาสการใช้งาน
  3. ช่วยประหยัดเวลาในการเขียนประโยค หรือลดเวลาในการถอดความ สรุปใจความสำคัญ ให้ทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
  4. QuillBot ออกแบบให้ใช้งานได้ง่าย มี UI ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้ ผู้ใช้ไม่ต้องเรียนรู้เพิ่มตามมากนักในการใช้งาน
]]>
Google Rich Snippets คืออะไร? ทำ SEO ให้เว็บไซต์เหนือกว่าคู่แข่งไปอีกขั้น https://seomasterth.com/google-rich-snippets/ Mon, 08 Jan 2024 07:52:18 +0000 https://seomasterth.com/?p=27632 Google Rich snippets คืออะไร?

Google Rich snippets หรือ Rich Results คือ กูเกิล ริชมีเดีย เป็นฟีเจอร์การแสดงผลลัพธ์ของการค้นหาบนเว็บไซต์ซึ่งจะมีข้อมูลในรูปแบบเชิงโครงสร้างที่โดดเด่น ไม่ว่าจะเป็น ข้อมูลสินค้า รูปภาพ วีดีโอ ซึ่งดึงดูดผู้อ่านได้มากข้อดีจะช่วย SEO เพิ่มค่า CTR ได้นั่นเอง ฟีเจอร์ฟรีไม่เสียเงิน

Google Rich Snippet มีกี่ประเภท พร้อมตัวอย่าง

อัพเดทล่าสุด (2024) Rich Snippet ที่ปรากฏบน Google ตามหลัก Structured Data , schema.org  มีหลายประเภท สามารถดูทั้งหมดได้ที่ https://developers.google.com/search/docs/appearance/structured-data/search-gallery ใน Content นี้ จะยกตัวอย่าง Rich Snippet ที่มักใช้และเจอบ่อย สิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับ Rich Snippet ดังนี้ครับ

1) Product snippets & Review snippet

ข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสินค้าและบริการ เช่น ราคา รีวิว สถานะสต็อคสินค้า และการให้เรทติ้งกับสินค้า ให้ดาวผลิตภัณฑ์

2) Featured snippet

Featured snippet หรือที่คนในวงการ SEO มักจะเรียกว่า “Position zero” อันดับ0 เป็นการแสดงชุดคำตอบสั้นๆ ของคำศัพท์ นิยาม หรือประเด็นต่างๆ ของเรื่องนั้น แบบสั้นๆ โดยกูเกิลจะเรียนรู้และจัดทำข้อมูลในส่วนนี้เอง ดังนั้นเราต้องทำคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ

3) Local business features

Google Rich Snippet ประเภทนี้จะแสดงเป็นข้อมูลของร้านค้า ธุรกิจ หรือบริษัทต่างๆ โดยปกติแล้วมันจะปรากฏที่ด้านขวาของผลนการค้นหา (SERP) แต่จะแสดงหน้าตาแบบนี้เฉพาะบน Desktop โดยดึงข้อมูลจาก Google My business ของร้านค้านั้นๆ

4) Video Snippet

เสิร์ชเอนจินไม่สามารถดูวีดีโอของเว็บเราได้ ดังนั้น Video Markup จะช่วยให้ search engines เข้าใจคอนเทนต์คลิปวีดีโอของเราและนำมาแสดงผลได้

5) Movie Snippet

6) Sitelink & Search box snippet

Rich Sitelink เราไม่สามารถควบคุมได้ Google Algorithm จะเรียนรู้และเลือก Sitelink มาแสดงใน SERP เอง ส่วน Search box มีวิธีการทำอยู่ในเอกสาร Document ผู้ใช้งานสามารถค้นหาได้จากช่องตรงนี้ได้เลย

7) Breadcrumb Rich Snippet

breadcrumb ใช้บอกลำดับตำแหน่งโครสร้างของหน้าเพจ ช่วยให้ผู้ใช้งานเว็บไซต์เข้าใจเกี่ยวกับเว็บไซต์ง่ายขึ้น สามารถท่องเว็บไซต์ด้วยความเข้าใจในหมวดหมู่ ประเภท แบ่งเป็นสัดเป็นส่วนชัดเจน

สอนวิธีทำ Google Rich Snippet 

ในการทำ Rich Snippet มีขั้นตอนการทำอยู่ 2 วิธีหลักๆ คือ

  • สำหรับเว็บไซต์ที่ใช้ WordPress ติดตั้งเมนู Plugins ที่ชื่อว่า Yoast SEO แล้วไปที่หน้าบทความ แล้วแก้ไขข้อมูลที่ Snippet Editor (https://wordpress.org/plugins/wordpress-seo/) หรือหาปลั๊กอินตัวอื่นมีอีกมากมาย
  • สำหรับเว็บไซต์ทั่วไปต้องพึ่ง Programmer ให้เขียน Code ให้ตรงตามหลัก Scheme.org ทาง Google มี Structured data CodeLab สำหรับฝึกการทำ Google Rich Snippet โดยเฉพาะ

เครื่องมือเช็ค Google Rich Snippet

เราสามารถตรวจสอบ URL ของเราได้ว่า Rich Snippet มันจะแสดงผลลัพธ์ออกมาแบบไหน มีโครงสร้างส่วนไหนไม่ถูกต้องบ้าง เราสามารถใช้เครื่องมือนี้สำหรับการตรวจเช็คได้ครับ Google แนะนำเครื่องมือเทส Rish Result Test เป็น Structured Data Testing tool

 

สรุป

การทำ Rich Snippets เป็นตัวช่วยที่สำคัญที่จะช่วยให้ผลลัพธ์ของการค้นหาของเว็บไซต์ปรากฏบน SERP ได้อย่างโดดเด่นกว่า เพิ่มค่า CTR และส่งผลดีต่อการทำ SEO โดยการใช้ Rich Snippets นั้นมีหลากหลายรูปแบบมาก ดังนั้น ควรเลือกรูปแบบที่เหมาะสมกับเว็บไซต์ของเรา หวังว่าคอนเทนต์นี้จะเพิ่มความรู้ความเข้าใจการเรียนรู้ SEO ไปอีกขั้นให้กับผู้อ่านนะครับ

]]>
Lazy Load คืออะไร ดีต่อการทำ SEO อย่างไร https://seomasterth.com/lazy-load-%e0%b8%84%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%ad%e0%b8%b0%e0%b9%84%e0%b8%a3/ Sun, 07 Jan 2024 17:42:08 +0000 https://seomasterth.com/?p=27602 Lazy Load คืออะไร

Lazy Load ถ้าแปลตรงตัวคือ การโหลดแบบขี้เกียจ หมายถึง การโหลดรูปภาพ คลิปวีดีโอ เมื่อภาพหน้าจอเลื่อนมาถึง เป็นการจัดการทรัพยากรโหลดเมื่อจำเป็นต้องใช้งานเท่านั้น ส่งผลดีต่อ SEO ความเร็วเว็บไซต์และเป็นหนึ่งในปัจจัยในการใช้จัดอันดับ Google

Above the fold คืออะไร

ก่อนจะลงลึกรายละเอียดในเรื่อง Lazy Load เราต้องมาเรียนรู้ทำความเข้าใจคำว่า Above the fold และ Below the fold ลองพิจารณารูป

Above the fold คือ ส่วนพื้นที่แรกที่เมื่อโหลดหน้าเว็บไซต์แล้วผู้คนจะเห็นก่อน ศัพท์ทางเทคนิค เรียกว่า “Critical Element” หรือในเชิงไฟล์ที่จัดเลเอาท์สไตล์ของเว็บไซต์ส่วนสำคัญตรงนี้จะเรียกว่า “Critical CSS Path

ดังนั้น ไฟล์รูปภาพ คลิปวีดีโอ ที่อยู่ข้างล่างหน้าจอ ในส่วน Below the Fold เราจะโหลดทรัพยากรในรูปแบบที่เรียกว่า Lazy Load ทั้งหมด เพื่อประหยัดทรัพยากรในการโหลดหน้าเว็บ เมื่อเลื่อนจอมาถึงเท่านั้น ข้อมูลถึงจะถูกโหลด

วิธีใช้งาน lazy load กับรูปภาพ

<img loading="lazy" src="images/logo.png"/>

จากโค้ด HTML ข้างบน ให้เราใช้ attribute loading=”lazy” จะเป็นการโหลดรูปภาพแบบ Lazy Load image

วิธีใช้งาน lazy load กับ iframe

<iframe loading="lazy" src="videos/video.mp4"></iframe>

จากโค้ด HTML ข้างบน ให้เราใช้ attribute loading=”lazy” จะเป็นการโหลดคลิปวีดีโอแบบ Lazy Load iframe หรือใช้กับการ embed youtube, tiktox, facebook fanpage ก็ได้เช่นกัน

วิธีใช้งาน lazy load สำหรับ WordPress

สำหรับ wordpress นั้นจะมี lazy load plugin ให้เลือกใช้งานอยู่หลายตัวท่านสามารถค้นหาในเมนู plugin และทดสอบติดตั้งเองได้เลย ตัวอย่าง plugin https://th.wordpress.org/plugins/lazy-load/

Lazy Load Content

นอกจากการทำ lazy load image แล้ว ปัจจุบันนิยมทำ lazy load content ด้วยใน Frontend Technology อย่าง React จะใช้ React.Lazy, UI skeletons ทำการ lazy component ทั้งรูปภาพและข้อความ ในฝั่ง Client Rendering เพื่อรอข้อมูลจากฝั่ง Server หรือจะเป็นการทำ lazy profile, การทำ preloader จากเทคโนโลยี Ajax เป็นการทำ SEO ในส่วนของ UX/UI

Lazy Load Performance

[อัพเดท 2024] การทำ SEO ด้วยวิธี Lazy Load อยู่ในบทเรียน SEO เรื่อง Core Web Vital เพิ่มประสิทธิภาพเว็บไซต์ จะทำให้หน้าเพจเบาลงเยอะมาก หน้าเว็บโหลดเสร็จไวขึ้น ลองนึกดูครับ ถ้าลูกค้าใช้เน็ตมือถือ 5G เข้าเว็บที่ต้องโหลดรูปจำนวนมาก ทั้งเปลืองเน็ต ทั้งโหลดช้า กว่าจะโหลดหน้าเพจเสร็จ หากลูกค้าคนเดียวก็ประหยัดทรัพยากรได้ไม่มาก แต่ถ้าเว็บเราคนเข้าเยอะๆ สมมติเข้าทั้งประเทศ หรือ ทั้งโลก มันจะเซฟได้ขนาดไหน

สรุป

บทความ เนื้อหานี้ สอนอธิบายอย่างง่ายให้คนทั่วไปก็อ่านเข้าใจว่า Lazy Load image คืออะไร ทำไมถึงสำคัญกับ SEO และนำไปปรับใช้เพื่อเพิ่มคะแนนให้กับเว็บไซต์สามารถขึ้นอันดับ ติดอันดับหน้าแรกกูเกิลได้ในที่สุด เรายังมีบทความสอนทำ SEO อัพเดทปี 2024 ให้ได้ศึกษาด้วยตัวเองฟรี

]]>
Natural Link คืออะไร ผู้ที่ศึกษา SEO ต้องอ่าน https://seomasterth.com/what-is-natural-link/ Sun, 07 Jan 2024 12:05:44 +0000 https://seomasterth.com/?p=27584 Natural Link คืออะไร?

Natural link คือ ลิงก์ หรือ Backlink ที่ได้รับจากเว็บอื่นแบบธรรมชาติ ทำให้ดูแบบธรรมชาติ จากบทความหรือ Content ที่มีคุณภาพ มีประโยชน์ต่อผู้อ่านหรือคนทั่วไป เว็บอื่นจะใส่ link อ้างอิงถึงเว็บเราให้เองแบบเต็มใจครับ (Good Link) โดยเราไม่จำเป็นต้องเสียเงินค่าโฆษณา ปัจจุบันการใช้ทางลัดโดยการซื้อ Paid Link ที่เกิดจากการใช้เทคนิคการสร้างลิงก์ (Link-building) เช่น white-hat SEO, การโพสต์ Guest posting หากเราทำด้วยระยะเวลาและจำนวนที่ดูเป็นธรรมชาติ ก็จะถือว่าเป็น Natural Link ได้ ทั้งนี้เว็บที่จัดทำ Backlink จะต้องมีคุณภาพไม่โดนแบนจาก Google ด้วยครับ

วิธีที่จะเพิ่มจำนวน Natural Link

‍เคยได้ยินคำว่า Content is King ไหมครับ กล่าวคือ วิธีที่ดีที่สุดในการที่จะได้รับ Natural Link คือ การสร้างคอนเทนต์ที่ผู้คนต้องการ (User Intent) มีประโยชน์ต่อประชาชนหมู่มาก เราจะต้องผลิต Content เนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เขียนมาจากความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์โดยตรงของผู้เขียน โดดเด่น และทำให้ผู้อ่านเข้าถึงคุณค่าของบทความของคุณ

‍ในการที่จะเพิ่มโอกาสที่คอนเทนต์ของคุณจะถูกค้นพบและแชร์โดยเว็บไซต์อื่น ๆ คุณจะต้องทำการเผยแพร่และโปรโมตเนื้อหาของคุณด้วย ทั้งช่องทาง Digital PR, Press Release, สื่อโลกโซเชียล (Social), Line@ เช่นการ broadcast line ส่งข่าวสารถึงสมาชิกทุกคน หรือจะเป็นทาง email ในรูปแบบการโฆษณาต่าง ๆ และการทำ SEO ให้เว็บไซต์เรามีค่า ranking factor ที่สูงพอที่จะดันอันดับทั้งเว็บไซต์ให้ขึ้นมาอยู่หน้าแรกของ Google ได้ เพื่อที่เว็บไซต์อื่นจะได้อ่านคอนเทนต์ของเราและมีโอกาสที่จะอ้างอิงลิงก์มาหาเว็บเราได้ครับ

แบบไหนที่เป็นลิงก์ผิดปกติ Unnatural Links?

  • Backlink ที่จงใจกลั่นแกล้งเว็บไซต์อื่น เช่น เป็นลิงก์ที่เป็นข้อความภาษาต่างดาว หรือเป็น Keyword ที่ไม่ตรงกับเนื้อหาใน URL นั้นๆ
  • Header, Sidebar, Footer backlink เป็นแบ็คลิงก์ที่จะตั้งใจทำ Link Building ซึ่งจะแสดงทุกหน้า ทำให้ได้รับจำนวน Backlink จำนวนมากจนผิดปกติ
  • Link ที่ซื้อจากบริการ ที่จะลงบนเว็บไซต์ไม่มีคุณภาพ เป็น Profile Backlink, Comment Backlink เว็บเหล่านั้นค่า DR ต่ำ และไม่มี Organic Traffic เป็นผู้ใช้งานจริง
  • Link จากการแลกลิงก์เพื่อนบ้าน

โปรแกรมหรือเครื่องมือดู Natural Link

มีโปรแกรมเครื่องมือ SEO ดู Backlink Analysis มากมายทั้งแบบใช้ฟรีและแบบเสียเงินรายเดือน เช่น SEMRush, Ahrefs และอื่นๆ

สรุป

อ่านถึงตรงนี้ หวังว่าผู้อ่านจะเข้าใจว่า Natural link แตกต่างจาก Unnatural Links หรือ Bad Links อย่างไร สิ่งสำคัญ ถ้าเราตั้งใจมุ่งเน้นการสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ เราก็จะได้ Natural Link เพิ่มขึ้นเรื่อยๆแบบธรรมชาติ และเพียงแค่เราหมั่นตรวจสอบเฝ้าระวัง Unnatural Link จากเครื่องมือ SEO เพื่อคอยทำการ Disavow link ลิงก์เหล่านั้นจากเครื่องมือ Google Search Console ก็ไม่ต้องกังวลจะถูก Google ลงโทษ (google penalty) ธุรกิจราบรื่น ตลอดการอัพเดทกูเกิลอัลกอริทึมแล้วครับ

]]>
Google Penguin และ Google Panda คืออะไร สำคัญต่อ SEO Algorithm https://seomasterth.com/google-penguin-and-google-panda-is/ Sat, 06 Jan 2024 08:41:36 +0000 https://seomasterth.com/?p=27529 ในบทความนี้จะอธิบายถึง Search Algorithm หน้าที่การทำงานของทั้งสองอัลกอริทึ่มทั้ง Google penguin และ Google panda ซึ่งจะเสริมความรู้ความเข้าใจในการทำ SEO มากขึ้น

Google Panda คือ

Google panda คือ SEO Search อัลกอริทึ่ม (Algorithm) ของ Google ถูกเปิดใช้งานครั้งแรกใน ปี 2011 นำมาใช้ตรวจสอบข้อมูลของเนื้อหาในแต่ละหน้าเว็บ เพื่อที่จะสร้างผลลัพธ์ของการค้นหาให้ได้มีคุณภาพสูงที่สุด ถูกอัปเดตมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การตรวจสอบของอัลกอริทึ่มนี้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้หากเว็บไซต์ถูกตรวจพบโดย Google panda ว่ามีเนื้อหาหรือคุณภาพของเว็บไซต์ที่ต่ำ ก็จะทำให้เว็บนั้นถูกลงโทษตั้งแต่ละอันดับหน้าเว็บในแต่ละ Keyword ไปจนถึงขั้นดึงเว็บไซต์ออกจากระบบการค้นหาของ Google เลยก็ได้ ซึ่งทำให้ Organic Traffic Drop ลงอย่างฉับพลัน ซึ่งปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสจะโดน Google panda ลงโทษจะมีดังนี้

  • เนื้อหาในหน้าเว็บต้องเขียนขึ้นเอง ไม่ Copy เนื้อหามาจากเว็บไซต์อื่นๆ (Duplicate Content)
  • การสแปมหรือยัดเยียด Keyword ที่จะทำ SEO ลงไปในหน้าเว็บเป็นจำนวนมากเกินไป
  • เนื้อหาในหน้าเว็บมีน้อยเกินไปและไม่มีความน่าเชื่อถือ (Content Farming)
  • คอนเทนต์ไม่มีคุณภาพ ที่เกิดจาก UGC (user-generated content) ที่มักจะเป็นสแปม
  • Content คุณภาพต่ำ ที่เน้นทำมาเพื่อ affiliate links
  • เว็บไซต์ที่ลูกค้าหรือผู้ใช้งาน block จาก Search engine เช่น Chrome หรือ Browser อื่นๆ
  • เว็บไซต์ที่สร้างมาเพื่อขายโฆษณาเพียงอย่างเดียว โดยไม่มีเนื้อหาอื่นใดร่วมอยู่ด้วย (High ad-to-content ratio)

จะรู้ได้ยังไงว่าเว็บไซต์ของคุณโดน Google Panda เล่นงานและต้องแก้ยังไงดี

  • ลบหรือแก้ไขเนื้อหาที่มีการ copy มาจากที่อื่น เพื่อจัดทำให้เป็นของเราเอง (Unique Content)
  • เขียนเนื้อหาให้มีคุณภาพ ถูกหลักไวยากรณ์ และต้องสะกดคำให้ถูกต้อง
  • อัพเดตเนื้อหาใหม่ๆอย่างสม่ำเสมอ
  • ห้ามทำ Backlink กับเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • ข้อมูลและเนื้อของบทความและหน้าเว็บต้องไม่น้อยจนเกินไป
  • ปรับปรุงแก้ไขข้อมูลเนื้อหาในเว็บไซต์ให้ดีขึ้น

Google Penguin คือ

Google penguin คือ อัลกอริทึ่ม (Algorithm) ที่ถูกอัปเดตเข้ามาในช่วงปี 2012 มีหน้าที่ในการลงโทษผู้ทำความผิดหรือฝ่าฝืนนโยบายของ Google Search และตรวจสอบข้อมูลผ่านทาง Link ต่างๆที่เชื่อมเข้ามาถึงเว็บไซต์ของคุณ โดยปัจจัยที่จะถูกลงโทษจาก Google penguin และทำให้คะแนน SEO ของเว็บไซต์คุณลดลงจะมีดังต่อไปนี้

  • ทำการสร้าง Backlink หรือซื้อมาจากเว็บไซต์ที่ไม่มีคุณภาพ
  • Backlink ที่มาจากเว็บไซต์ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อ
  • ทำ Spam Anchor text ที่นักทำ SEO สายดำชอบทำ
  • มี backlink ที่มาจากเว็บถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการทำ SEO โดยเฉพาะ จำพวก PBN (Private Blog Network)

“Matt Cutts อดีตหัวหน้าทีมด้าน Web spam ของ Google ได้เคยออกมาพูดถึงเหตุผลที่เปิดตัวใช้งาน Google penguin ว่าเจ้าอัลกอริทึ่มนี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อจัดการกับ สแปมเมอร์, Spam Web และ นักทำ SEO สายดำ หรือที่รู้จักกันในชื่อ Black Hat ”

หากรู้สึกว่าเว็บไซต์ของคุณโดน Google Penguin ต้องแก้ยังไงดี

  • disavow link หรือ ลบ Backlink ที่ไม่มีคุณภาพออกให้หมด
  • ลดการใช้ Keyword ที่มากจนเกินไป
  • ห้ามทำ Backlink เน้นปริมาณ เพิ่ม Backlink ไร้คุณภาพจาก Comment Backlink, Profile Backlink
  • ปรับแต่งเนื้อของบทความและเว็บไซต์หาให้เหมาะสม

Google Penguin และ Google Panda ต่างกันยังไง

Google SEO Algorithm ทั้งสองตัวถูกสร้างให้มีหน้าที่การทำงานต่างกันอย่าง Google Penguin จะเน้นการทำงานไปในส่วนของการตรวจสอบว่าลิ้งต่างๆที่เชื่อมโยงมาในเว็บไซต์นั้นมีคุณภาพไหม และเนื้อหาด้านในลิ้งมีการทำผิดข้อตกลงอะไรบ้าง ส่วน Google Panda ที่จะเน้นไปที่การตรวจสอบข้อมูลหรือเนื้อหาในเว็บไซต์ว่าถูกต้องตามข้อตกลงของ Google หรือไม่ มีการทำผิดอะไรบ้างไหม และเนื้อหาเหล่านั้นมีคุณภาพมากแค่ไหน

วิธีการตรวจสอบว่าเว็บไซต์คุณโดน Google Penguin หรือ Google Panda อยู่หรือไม่

  • การค้นหา Keyword ที่คุณติดอันดับอยู่แล้ว เพื่อตรวจสอบแบบแมนวล
  • ใช้เครื่องมือ SEO โปรแกรม Keyword Research
  • ดูกราฟสถิติผู้ใช้งานด้วย Google Analytic
  • ดูข้อมูลเว็บไซต์จาก Google Search Console
  • ตรวจสอบจำนวนทำดัชนี index ของเว็บไซต์ด้วยการพิมพ์ ”site:http://www.ชื่อเว็บของคุณ.com” ลงไปใน Google ว่าจำนวนหน้าลดลงหรือไม่

สรุป

Google Penguin และ Google Panda เป็น SEO Algorithm ที่มาช่วยกันทำงานปรับปรุงพัฒนา SERP ให้ฉลาดยิ่งขึ้น คอยตรวจสอบและลงโทษเว็บไซต์ที่ทำผิดข้อตกลงของทาง Google เพื่อที่ต้องการจะให้เว็บไซต์ที่แสดงในผลการค้นหานั้นมีคุณภาพ สามารถดูรายงาน SEO Algorithm update ล่าสุดได้ที่นี่

]]>
รวมอัพเดท SEO Google Algorithm Updates 2024 https://seomasterth.com/google-algorithm-updates/ Fri, 05 Jan 2024 16:47:20 +0000 https://seomasterth.com/?p=27324

Google Algorithm คืออะไร

Google Algorithm คือ หลักการที่ Google ใช้ในการประเมินว่าเว็บไซต์ไหนที่มีเนื้อหาคุณภาพตรงกับ Search Intent ของผู้ใช้งาน โดยจะทำการค้นหาเว็บไซต์เหล่านั้น แล้วนำมาจัดอันดับ และแสดงผลลัพธ์การค้นหาที่ดีที่สุดและเร็วที่สุดให้กับผู้ใช้งาน

ทำไมอยู่ดีๆเว็บอันดับตก คนเข้าน้อยลง แบบฉับพลัน ท่านที่กำลังเครียด ไม่รู้สาเหตุ นี่อาจจะเป็นข้อมูลที่เป็นสาเหตุที่อันดับร่วง ติดตาม SEO อัลกอริทึม อัพเดท เฝ้าระวัง เรารวบรวม ประวัติ SEO Search Algorithm อัพเดทตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน 2024 Google อัพเดทถี่ขึ้นเรื่อยๆ ที่กูเกิลใช้ปรับปรุงพัฒนาระบบการค้นหา ไว้ที่นี่แล้วครับ หรือสามารถดูแบบ Real Time ได้ที่เว็บ Google Search Status Dashboard

SERP Rank Risk

หน่วยวัดความเสี่ยงที่อัพเดท SEO Algorithm รายวัน ว่าเป็นแรงกระเพื่อมครั้งใหญ่ระดับแผ่นดินไหว หรือเป็นเพียงอัพเดทเล็กน้อยไม่ค่อยกระทบต่ออันดับเท่าไร สามารถดูแบบ Real Time ได้ที่นี่ SERP Rank Risk

อัพเดท SEO Algorithm ล่าสุด

Google Panda Algorithm

Google Panda คือ หนึ่งใน Algorithm ที่ Google นำมาใช้ ในการจัดอันดับการค้นหา นำเข้ามาใช้ปี 2011 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างผลลัพธ์การค้นหา ที่มีคุณภาพ และ ตรงความต้องการมากขึ้น โดย Google Panda จะช่วยให้เว็บไซต์ ที่มีคุณภาพ ได้รับการจัดอันดับที่ดึขึ้น และ กำจัดเว็บไซต์ ที่ไม่มีคุณภาพ ออกจากระบบค้นหา ของ Google

Google Penguin Algorithm

Google Penguin คือ หนึ่งใน Algorithm ที่ Google นำมาใช้จัดอันดับการค้นหาในปี 2012 โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อแก้ปัญหา เว็บไซต์ที่ใช้เทคนิค ในการปรับแต่ง SEO แบบผิดๆ โดยมุ่งเน้นไปยังเว็บไซต์ ที่เจตนาสร้าง Back Link และ เว็บไซต์ ที่พยายามใช้ Keywords ซ้ำไป ซ้ำมา เพื่อให้ได้รับการจัดอันดับที่ดี ใน Google

Google Hummingbird Algorithm

Google Hummingbird คือ อัลกอริทึม SEO นำมาใช้ปี 2013 ใช้คาดเดากลุ่มคียเวิร์ดที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาล่วงหน้า เรียกง่ายๆ ก็คือ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวนี้จะเป็น “นกวิเศษ” ที่มองเห็นคำตอบล่วงหน้าได้ว่า ผู้ใช้จะพิมพ์ว่าอะไร

Google Pigeon Algorithm

Google Pigeon คือ อัลกอริทึม เข้ามาทำหน้าที่จัดอันดับผลการค้นหาตาม Location ของผู้ Search ซึ่งอิงตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดอันดับเว็บไซต์แบบ SEO นำมาใช้ปี 2014 มีการปรับอัลกอริทึมอยู่เรื่อยมา

Google Mobile Algorithm

ในปี 2015 Google ต้องเพิ่มอัลกอริธึมการจัดอันดับเว็บไซต์ที่แสดงผลบนมือถือได้ดี หรือที่เรียกว่าเป็น Mobile Responsive มาอีกหนึ่งตัว โดยอัลกอริธึมตัวนี้จะเพิ่มอันดับให้เว็บไซต์ที่เป็น Responsive และลดอันดับเว็บที่ไม่เป็น Responsive ลง เพราะถือว่าไม่มีความสะดวกแก่ผู้ใช้

RankBrain

ในปี 2015 RankBrain เป็น AI ที่ช่วยในเรื่องการค้นหาความหมายของคำ หรือกลุ่มคำที่ใช้ค้นหา เพื่อคัดกรองเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาตรงตามที่ต้องการมากที่สุด โดยอิงจากความเกี่ยวข้องกันระหว่างคอนเทนต์บนหน้าเพจ และคำค้นหา ซึ่งหมายความว่า RankBrain จะวัดผลลัพธ์จากคอนเทนต์ว่าเว็บไหนดีไม่ดีอย่างไรแล้วเลือกไปแสดงผล และที่สำคัญคือ RankBrain สามารถเรียนรู้ และพัฒนาประสิทธิภาพในการคัดกรองนี้ได้ตลอดเวลา เนื่องจาก RankBrain เป็น Machine Learning นั่นเอง

Google Medic Algorithm

Google Medic ถูกนำมาใช้ปี 2018 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการในเรื่อง E-A-T เป็นหลัก กระทบเว็บไซต์ประเภท health, medical, fitness, and healthy lifestyle

Google Bert

Google BERT (เบิร์ต) ย่อมาจาก Bidirectional Encoder Representations from Transformers คือ เทคนิคการใช้เครือข่ายประสาทสำหรับการประมวลผลภาษาธรรมชาติก่อนการเรียนรู้, เพื่อช่วยให้ กูเกิล เข้าใจบริบทของคำในข้อความค้นหาได้ดียิ่งขึ้น เปิดตัวใช้งานปี 2019

Google Core

ใช้งานจนถึงปัจจุบัน 2024 Google Core ในแต่ละปีมีการอัพเดทหลายครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 1-2 สัปดาห์ ในการอัพเดทจนเสร็จสิ้น

Helpful Content Update

Google Helpful Content อัลกอริทึมที่ใช้อยู่จนถึงปัจจุบัน 2024 เพื่อช่วยเป็นหนึ่งในการจัดอันดับให้กับเว็บที่ทำ Content ที่ดีมีคุณภาพ ต่อผู้คน มากกว่า เน้นเพื่อการแสดงผลค้นหา

รวมข้อมูล รายละเอียด การอัพเดท SEO Google อัลกอริทึม

2024 Updates

Google Core Update — 5 มีนาคม 2024

เน้นเรื่องความฉลาดของ spam policy ลดอันดับหรือการแสดงผลเว็บที่จงใจสร้างคอนเทนต์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เช่นใช้ automation, AI, หรือเขียนโปรแกรมเพื่อจัดทำคอนเทนต์อัตโนมติ โดยจะใช้เวลาอัพเดทนานกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา https://developers.google.com/search/blog/2024/03/core-update-spam-policies

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2023 Updates)

Google Core Update — 2 พฤศจิกายน 2023

อัพเดทนี้ โฟกัสการ พัฒนาคุณภาพ Search result (SERP) คุณภาพ Content และเรื่อง User Experience (UX) ระยะเวลาอัพเดทลากยาวจนถึง 28 พฤศจิกายน 2023 ถึงเสร็จสิ้น ดังนั้นจะมีเว็บที่อันดับตกยาวๆกว่า2อาทิตย์ หรืออันดับขึ้นยาวๆ วิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ SEO จะช่วยท่านได้มาก

Google Core Update — 5th October 2023

5 ตุลาคม 2023 กูเกิลอัพเดท SEO อีกครั้ง พัฒนา SERP , คุณภาพเว็บไซต์ UX , E-A-T Factor เรื่องเดิมๆทั้งนั้น แต่เข้มข้นขึ้นอีก การอัพเดทครั้งนี้ กระทบหนักเช่นกันครับ บางคนถึงขั้น Traffic Drop 70%

Google Spam Update — 4th October 2023

4 ตุลาคม 2023 กูเกิล อัลกอริทึม เอสอีโอ อัพเดท เน้นโฟกัสเกี่ยวกับเรื่องสแปม (spam update) ดักจับสแปม ในหลายๆภาษา เช่น ตุรกี เวียดนาม อินโด จีน และอื่นๆ อัพเดทเสร็ตสิ้น 20 ตุลาคม 2023

Google Helpful Content Update — 14th September 2023

อัพเดทนี้ เป็นการให้รางวัลเพิ่มอันดับกับ เว็บไซต์ส่วนตัว ที่ทำ Content ที่มีประโยชน์ เพื่อประชาชนคนหมู่มากจริงๆ โดยไม่ได้มุ่งเน้นจะติดอันดับ

Google Core Update — 22th August 2023

22 สิงหาคม 2023 อัพเดทครั้งใหญ่ใช้เวลาถึง 16 วัน คริติคอล กระทบ แบรนด์ เว็บไซต์ทุกประเภทธุรกิจ องค์กร อันดับจะขึ้นหรือลง เปิด Google Analytic เทียบกับเครื่องมือ SEO ดูได้เลย Traffic ขึ้นหรือลงกันยาวๆ 30-70% บางเว็บเหลือ 0 ก็มี ดับฝันธุรกิจกันไปเลย

Google Core Update — 15th March 2023

Google Core updates อัพเดทเรื่องเดิมๆ ที่เจ้าของธุรกิจต้องผวา เฝ้าระวังกันไปตามๆกัน บางคนถึงขั้น สวดมนต์.

Unknown Update — 14th January 2023

The Unknown Update เว็บไซต์ต่างประเทศคาดการณ์ว่า การอัพเดทเป็นเรื่อง helpful content update and spam link update.

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2022 Updates)

Link Spam Update — 14th December 2022

SEO อัลกอริทึม ประกาศอัพเดท Link Spam ประจำปีเช่นเคย เมื่อคนมีความรู้ SEO มากขึ้น การหลบหลีก หรือพยายามจัดทำ Paid Link ทั้งแบบมีคุณภาพและไร้คุณภาพก็มีมากยิ่งขึ้น

Helpful Content Update — 25th August 2022

Helpful Content Update ส่งผลดีต่อเว็บที่เน้น Content คุณภาพมีประโยชน์ต่อผู้คน ไม่ใช่จัดทำเพจมาเพื่อเน้นวัตถุประสงค์ทาง SEO เป็นหลัก แต่คอนเทนต์อาจไม่มีประโยชน์ต่อผู้ใช้ ใช้เวลาอัพเดทยาวถึง 2 สัปดาห์

Page Experience Update (Desktop) — 22nd February 2022

Page Experience Update ในเรื่อง Core Web Vital ที่ประกาศใช้ในปี 2021 เฉพาะบนมือถือ จะประกาศใช้บน Desktop ด้วยในครั้งนี้

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2021 Updates)

Product Reviews Update — 1st Dec 2021

Google ประกาศอัพเดท สัญญาณที่นำมาจัดอันดับ เกี่ยวกับสินค้า โดยใช้รีวิว คอมเมนต์ ลิงก์อ้างอิง จากผู้เชี่ยวชาญ หรือผู้ใช้สินค้าจริง เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ ดังนั้นเว็บขายสินค้า

Google Link Spam Update — 26th July 2021

กูเกิล SEO อัพเดทเน้นพัฒนา Link Spam เรื่องที่ปรับปรุงกันอยู่ตลอดในทุกปี

Google Page Experience Update — 25th June 2021

การมาของ Core Web Vital ที่ใช้พิจารณาประสบการณ์ของผู้ใช้ (User Experience) เก็บข้อมูลจริง 28 วันล่าสุด หน่วยวัดผลเกี่ยวกับความเร็วเว็บไซต์

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2020 Updates)

Google Core Update — 3rd December 2020

อัพเดท Broad core update เกี่ยวกับ ranking factors ซึ่งมีมากกว่า 200 ปัจจัย การอัพเดทประเภทนี้เกิดขึ้นหลายเดือนครั้งนึง

Featured Snippet De-duping — 22th January 2020

Google ประกาศอัพเดท Featued Snippet เป็นการแสดงผลตำแหน่งพิเศษ (Position 0) ที่เรามักเห็นกัน โดย Algorithm จะคัดเลือกคอนเทนต์คุณภาพที่สุดมาแสดง

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2019 Updates)

BERT Update — 22th October 2019

Google BERT (เบิร์ต) ย่อมาจาก Bidirectional Encoder Representations from Transformers คือ เทคนิคการใช้เครือข่ายประสาทสำหรับการประมวลผลภาษาธรรมชาติก่อนการเรียนรู้, เพื่อช่วยให้ กูเกิล เข้าใจบริบทของคำในข้อความค้นหาได้ดียิ่งขึ้น เปิดตัวใช้งานปี 2019

June Core Update — 3rd June 2019

Google ประกาศอัพเดท “core algorithm update,” ในเดือนมิถุนาบน 2019 แต่ไม่ตั้งชื่อ ทาง SEO คอมมูนิตี้จึงตั้งชื่อเอง ว่า "June Core Update" โดยใช้เวลา roll out ประมาณ 6 วัน

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2018 Updates)

“Medic” Core Update – 1st August 2018

Google Medic ถูกนำมาใช้ปี 2018 มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดการในเรื่อง E-A-T เป็นหลัก กระทบเว็บไซต์ประเภท health, medical, fitness, and healthy lifestyle

Mobile First Indexing Update — 26th March 2018

Mobile First Indexing เป็นระบบที่ Google ใช้ในการจัดอันดับของการแสดงผลหน้า Search Google mobile-first index approach เว็บไซต์ที่ไม่มีการปรับรูปแบบให้แสดงผลบนมือถือได้ดีนั้นก็จะถูก Google เมิน และลดอันดับลงไปได้

กูเกิล อัลกอริทึม (SEO Algortihm 2017 Updates)

"Maccabees ” Update (Formerly known as Fred — 10th December 2017

Barry Schwartz of SERoundtable Google ประกาศอัพเดท อัลกอริทึม ชื่อไม่เป็นทางการ โดยไม่ได้มีข้อมูลว่าอัพเดทเน้นไปด้านไหน ก็ให้อนุมานว่าเรื่องเดิมๆ SEO On-Page กับ SEO Off-Page

“Fred” Update — 8th March 2017

 Gary Illyes, Webmaster Trends Analyst at Google ตอบคำถามยูเซอร์ใน SEO community.โดยเขาตั้งชื่อการอัพเดทนี้ว่า “Fred” อัพเดทนี้ ชื่อถือว่าแปลกมาก เพราะตั้งเอง เน้นจัดการ Spam Link ที่มาบูสค่า DR และเว็บที่ติดโฆษณา (Ads network) อย่าง Google Adsense เป็นหลัก

2016 Updates

Penguin 4.0 (Real time) – 23th September 2016

Google Penguin 4.0 ในเวอร์ชั่น 4.0. การทำงานเป็นแบบเรียลไทม์ เช่น เว็บไซต์สามารถถูกลงโทษแบบ Real Time ถ้าอัลกอริทึมตรวจพบ Link ที่ผิดธรรมชาติ (Unnatural Links) หรืออันดับกลับมาสู่ปกติ ในกรณี มีการซับมิท disavow หรือลบ Bad Backlink ใน Google Search Console

Unnamed Update (aka John Doe update) – 8th January 2016

Google ประกาศชื่อของ Algorithm ตัวใหม่ ได้รับการยืนยันชื่อ “Core Algorithms Update” รายละเอียดอัพเดทอยู่ในอัลกอริทึมตัวนี้

2015 Updates

RankBrain – 26th October 2015

Google ประกาศ ปัจจัยการพิจารณาอันดับตัวใหม่ มีชื่อเรียกว่า RankBrain ซึ่งใช้ machine learning และ artificial intelligence (AI) เพื่อพัฒนาการแสดงผลการค้นหาบนกูเกิล

Panda 4.2 Update – 17th July 2015

Google ประกาศอัพเดท Google Panda เวอร์ชั่น 4.2 เราอาจไม่เห็นผลกระทบต่ออันดับและแทฟฟิคคนเข้าเว็บไซต์ในขณะนี้ การอัพเดทจะเป็นไปอย่างช้าๆ จนเราไม่ทันสังเกต อีกหลายเดือนถึงจะเห็นผลกระทบครับ  

Mobile Friendly Update – 21st April 2015

Google ประกาศอัพเดท SEO บน Mobile Google Webmaster Blog. เมื่อยุคนี้ 90% คนใช้งานด้วยมือถือ จึงจัดทำโปรแกรมวัดผลอย่าง Light House ออกมาให้เว็บมาสเตอร์ใช้เทสคุณภาพเว็บไซต์ ให้สอดคล้องกับกฏของ Google

2014 Updates

Penguin 3.0 – 17th October 2014

Google Penguin เวอร์ชั่น 3.0 อัพเดทนี้มีวัตถุประสงค์ จัดการลงโทษเกี่ยวกับ spam หรือ Link กระทบ <1% ของ queries SERP

Panda 4.1 – 23th September 2014

Google Panda เวอร์ชั่น 4.1 เน้นอัพเดทเรื่องเดิมๆแต่เข้มข้นขึ้น กระทบเว็บไซต์ 3-5% ของ queries SERP มีเว็บไซต์ที่ได้รับผลกระทบ ทั้ง Traffic ขึ้นกว่า 240% หรือในทางกลับกัน Traffic Drop ในรอบนี้กุมขมับนั่งเฝ้าระวังกันครั้งใหญ่ บางคนก็นั่งยิ้มจิบกาแฟชิวๆเลย

Pigeon – 24th July 2014

Google Pigeon เข้ามาทำหน้าที่จัดอันดับผลการค้นหาตาม Location ของผู้ Search ซึ่งอิงตามหลักเกณฑ์เดียวกันกับการจัดอันดับเว็บไซต์แบบ SEO นำมาใช้ปี 2014

2013 Updates

Hummingbird – 24th August 2013

Google Hummingbird คือ อัลกอริทึม SEO นำมาใช้ปี 2013 ใช้คาดเดากลุ่มคียเวิร์ดที่ผู้ใช้ต้องการค้นหาล่วงหน้า เรียกง่ายๆ ก็คือ นกฮัมมิงเบิร์ดตัวนี้จะเป็น “นกวิเศษ” ที่มองเห็นคำตอบล่วงหน้าได้ว่า ผู้ใช้จะพิมพ์ว่าอะไร

2012 Updates

Penguin – 24th April 2012

Google Penguin Algorithm เน้นมาจัดการเว็บคุณภาพต่ำ spamming พวกซื้อ Backlink ไม่มีคุณภาพ หรือจัดทำ PBN เพื่อมุ่งเน้นในเรื่องเพิ่มอันดับ Google โดยเฉพาะ

2010 Updates

Caffeine – June 2010

Google อัพเกรดโครงสร้างระบบทั้ง ความเร็วระบบ การจัดเก็บ index และอื่นๆอีกมากมาย

2011 Updates

Panda – 23th February 2011

Google Panda Algorithm ถูกนำมาใช้จัดการ Content เป็นหลัก กูเกิลแจ้งมีจำนวนเว็บไซต์ 12% กระทบโดยตรง

2005 Updates

Big Daddy – December 2005

Google เริ่มวางโครงสร้างระบบการจัดการกับ URL canonicalization, redirects (301/302) และ seo technical อื่นๆ

2003 Updates

Florida – November 2003

นี่คือการอัพเดทแรกของ SEO Google Algorithm Update ที่เป็นสิ่งสำคัญเป็นจุดเปลี่ยนของ SERP จนมาถึงทุกวันนี้ เริ่มมีแนวคิดเกี่ยวกับ URL, Link จนเกิด PageRank

]]>
Dofollow Links คืออะไร? มีผลกับ SEO อย่างไร https://seomasterth.com/what-is-dofollow-links/ Thu, 04 Jan 2024 21:35:03 +0000 https://seomasterth.com/?p=27280 Dofollow Links คืออะไร?

Dofollow Links คือลิ้งค์ที่ถูกสร้างโดยมีการใส่ attribute “rel” เป็น “dofollow” ซึ่งบอก Google ว่าจะส่ง Link Juice ค่าคะแนน SEO ให้เครดิตค่าพลังด้าน SEO กับลิ้งค์ปลายทาง ยิ่งเว็บไซต์ได้รับ Backlink ประเภท Dofollow เยอะ ก็จะทำให้สามารถติดอันดับแรก ๆ บนหน้าผลลัพธ์การค้นหาได้  เพราะจะเป็นเว็บที่มีความน่าเชื่อถือ มีค่า DR สูง

ในขณะที่ Nofollow คือการลิ้งก์ที่ไม่ได้ส่งคะแนน SEO ให้กับเว็บไซต์ปลายทาง ซึ่งหากมีคำสั่ง Nofollow ในระดับ Page-level ลิ้งก์ทั้งหมดในหน้าเพจนั้น จะกลายเป็น Nofollow โดยอัตโนมัติ

ทำไม Dofollow Link จึงสำคัญ?

‍เพราะ Dofollow Link เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับกลยุทธ์ในการทำ Backlink สามารถรวบรวมข้อมูลและช่วยให้เครื่องมือของ Search Engine ค้นพบเนื้อหาของคุณได้มากขึ้น

‍อีกทั้งยังสามารถส่งต่อ Link Equity หรือ Link Juice ซึ่งเป็นการอ้างอิงค่าพลังความสามารถในการทำอันดับที่ส่งผ่านไปยังหน้าเว็บไซต์อื่น ๆ ต่อกันไปมา โดยสิ่งนี้เป็นหนึ่งในปัจจัยการจัดอันดับที่สำคัญที่สุดของ Google

‍ในขณะที่ Nofollow link จะส่งต่อเฉพาะการเข้าชมที่ได้มาจากการอ้างอิง (Referral traffic) เท่านั้น แต่ Dofollow Link จะส่งผ่านการเข้าชมทั้งหมด และช่วยคุณเพิ่มอันดับในหน้าผลลัพธ์การค้นหา รวมถึงจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ด้วย

ความแตกต่างระหว่างลิ้งค์แบบ Do Follow vs No Follow

Do Follow คืออะไร? Do Follow เป็นลิ้งค์ที่ถูกสร้างโดยมีการใส่ attribute “rel” เป็น “dofollow” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์นั้นเป็นการให้เครดิตด้าน SEO ให้กับลิ้งค์นั้น นั่นคือ การสร้างลิ้งค์ Do Follow จะช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความน่าสนใจของเว็บไซต์ที่ได้รับลิ้งค์นั้น อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอันดับของเว็บไซต์นั้นในการค้นหา

No Follow คืออะไร? No Follow เป็นลิ้งค์ที่ถูกสร้างโดยมีการใส่ attribute “rel” เป็น “nofollow” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเว็บไซต์นั้นไม่ให้เครดิตด้าน SEO ให้กับลิ้งค์นั้น นั่นคือ การสร้างลิ้งค์ No Follow จะไม่มีผลต่อการเพิ่มอันดับของเว็บไซต์ในการค้นหา แต่ยังสามารถช่วยสร้างความน่าเชื่อถือ (Brand Awareness) และความน่าสนใจของเว็บไซต์หรือส่ง Traffic เข้ามาหาเว็บเราได้ และยังช่วยกระจายความเสี่ยง unnatural link หรือการได้ Backlink ที่ไม่เป็นธรรมชาติ เพราะโดยทั่วไปเว็บก็ควรได้รับทั้ง Dofollow และ Nofollow ปะปนกันไป มีการทดลองจริงมากมายที่ได้รับ Link NoFollow แต่ส่งสัญญาณแนวโน้มทำให้อันดับดีขึ้นได้

ในปี 2019, Google introduced two new rel attribute values ประกาศเพิ่ม link 2 ประเภท ที่จะไม่ส่งคะแนน SEO หรือ link equity โดยถือว่าเป็น NoFollow คือ

  • rel=”sponsored” ใช้สำหรับ link ประเภทสปอนเซอร์ หรือจ่ายค่าโฆษณา (Paid Link)
  • rel=”ugc”  (UGC = user-generated content) ใช้กับ link ที่สร้างจากผู้ใช้งาน เช่นลิงก์ในคอมเมนต์ หรือ ลิงก์ในบล็อค ฟอรั่มต่างๆ
  • rel=”noopener noreferrer” คืออะไร ใช้ป้องกันการโจมตี Hijacking Attack หรือ ฟิชชิ่งด้วยการแอบ redirect ไปหาลิงค์อื่นที่ฝังโค้ดดักข้อมูลในระหว่างเว็บ บราวเซอร์เปิดลิงค์ใหม่ที่ใช้แท็ก target=”_blank” ควรใช้กับ external link นั่นเอง
  • rel แบบผสม มีหลายค่าในลิงก์เดียว
  1. ใช้เมาส์คลุมที่ข้อความที่เป็น Link แล้ว คลิกขวา เลือก Inspect
  2. ใช้โปรแกรมหรือเครื่องมือ SEO เช่น Semrush’s Backlink Analytics

สรุป

อัพเดท 2024 Dofollow link เป็น Backlink ที่ดีที่จะส่งคะแนน SEO มายังเว็บไซต์ดันอันดับมาหน้าแรก Google ได้ ส่วน Nofollow link ถึงแม้จะไม่ส่งคะแนน SEO มาทางตรง แต่ช่วยส่ง Traffic ลูกค้าจริงเมื่อคลิกลิงก์มายังเว็บไซต์เราได้ และสร้าง Brand Awareness แก่ธุรกิจเราได้ หากลิงก์ของเราไปวางอยู่ในเว็บที่มีคุณภาพ อ่านมาถึงตรงนี้ ผู้อ่านมีความเข้าใจเรื่องของ Link แล้วใช่มั้ยครับ หากเรามี Content คุณภาพ ก็จะมีเว็บไซต์ของคนอื่นอ้างอิงถึงเราเอง แต่เรามีทางลัด สูตรลัดมานำเสนอ ทางบริษัทเรามีบริการรับทำ backlink คุณภาพจากเว็บที่มีค่า DR สูง ทุกลิงก์เป็น Dofollow link ช่วยเพิ่มพลังทาง SEO ได้อย่างแน่นอนครับ

]]>
Long-Tail Keyword คืออะไร ทำ SEO ติดหน้าแรกไม่ยาก https://seomasterth.com/seo-long-tail-keyword/ Thu, 04 Jan 2024 15:42:03 +0000 https://seomasterth.com/?p=27259 ในบทความนี้จะอธิบายให้คนทั่วไปเข้าใจเกี่ยวกับ Long-Tail Keyword ว่ามีความสำคัญกับ SEO ยังไง วิธีเลือกใช้ Long-Tail Keyword ในการทำ Content บทความหรือสร้างสินค้าและบริการ

Long-Tail Keyword คืออะไร

Long-Tail Keyword คือ คีย์เวิร์ดประเภทเจาะจง ประกอบด้วยคีย์เวิร์ดหลัก ตามด้วยกลุ่มคำหรือวลีมากกว่าสองคำขึ้นไป เพื่อขยายหรือเจาะจงถึงแบรนด์ สินค้า และ บริการ ตัวแคมเปญ หรือ สิ่งที่เกี่ยวข้องกับคอนเทนต์ โดยคีย์เวิร์ดลองเทลหรือคีย์เวิร์ดยาวๆนี้จะมี Search Volumn น้อยกว่า Keyword หลัก

Long-Tail Keyword กับ Conversion

จากภาพกราฟของ Search Demand Curve หรือ ข้อมูลการค้นหา Keyword ของผู้ใช้งาน อธิบายคุณสมบัติของ Long-Tail Keyword (LSI) สามารถสร้างยอด Conversion ที่ทำไปสู่ยอดขายได้มากกว่า ซึ่งหากเป้าหมายของคุณคือการเพิ่มยอดขาย การทำ Long-Tail Keyword นี้จะตอบโจทย์กับกลุยทธ์แคมเปญทางการตลาดของคุณอย่างมากกว่า Keyword หลัก หรือ Short Keyword และยังมีค่า PPC ในการทำโฆษณา Google Ads น้อยกว่า

ตัวอย่าง Long-Tail Keyword

วิธีการหา Long-Tail Keyword

  1. ค้นหา Long-Tail Keyword ด้วยการแนะนำของ Google AutoComplete (ดูจากรูปภาพข้างบน)
    เวลาเราเข้า Google พิมคำค้นหาลงในช่อง สังเกตระบบจะแนะนำ Long Tail Keyword มาให้เราเสมอ และ Search related หรือ สิ่งที่ Google แนะนำว่าอาจจะใกล้เคียงกับสิ่งผู้ใช้งานต้องการจะหาคำตอบ โดยเราสามารถนำสิ่งเหล่านี้ไปต่อยอดสำหรับการเลือก Long-Tail Keyword ให้เหมาะสมกับเราได้เช่นกัน
  2. Google Related Searchs แสดง Long-Tail Keyword
    ยกตัวอย่าง สมมติเราค้น Keyword หลักว่า SEO เราจะพบ Related Search ดังรูปภาพ ซึ่งถือว่าเป็น Long-Tail Keyword
  3. ศึกษาพฤติกรรมลูกค้าหรือผู้ใช้งาน
    อย่างในประเทศไทย คนมักจะค้น Keyword ตามด้วย สถานที่ หรือ คำว่า ราคาถูก เช่น รับทำ SEO กรุงเทพ, รับทำ SEO ราคาถูก หรือ คำถามต่างๆเช่น ทำอย่างไร, ทำยังไง, วิธีทำ , ราคาเท่าไร, รีวิวแนะนำ หรือตามด้วย วันเวลา เช่น รับทำ SEO 2024 เป็นต้น
  4. ศึกษาจากเว็บคู่แข่ง ที่ทำ SEO ได้ดี
    การศึกษาจากคอนเทนต์บนเว็บไซต์ของคู่แข่ง หรือเว็บไซต์ที่มีประสิทธิภาพในการทำ SEO นั้นเป็นอีกหนึ่งวิธีที่เราจะได้เห็นแนวคิดในการทำ SEO รวมถึงได้ไอเดียทำมาต่อยอดการในการทำ Long-Tail Keyword และ เรายังสามารถเป็นการอัพเดต Keyword ใหม่ ๆ ไปในตัวด้วยเช่นกัน โดยเราสามารถศึกษาจากเว็บไซต์คู่แข่งเราที่ติดอันดับต้น ๆ ซึ่งทุกอย่างบนเว็บไซต์สามารถเป็น Keyword ที่สร้างประสิทธิภาพที่ส่งผลของการจัดลำดับการค้นหาได้ โดยเราสามารถดูเป็นตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น และนำมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อเว็บไซต์สินค้า และบริการของเราได้
  5. การใช้เครื่องมือในการค้นหา Keywordมีเครื่องมือ SEO และเครื่องมือการตลาดมากมาย ที่สามารถหา Keyword จากการระบุ URL เว็บไซต์ลงไป ทั้งแบบโปรแกรมฟรีและเสียเงิน เพื่อให้เรามองหา Long-Tail Keyword นำมาใส่ในคอนเทนต์ของเรา (On-Page SEO) เช่นเครื่องมือ Ahrefs, SEMRush, Google Keyword Planner, Google Trend เป็นต้น

สรุป

การใช้ Long Tail Keyword นับเป็นอีกเทคนิคสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามสำหรับการทำ SEO ให้ติดอันดับ เนื่องจาก Keyword ประเภทนี้มักจะเป็น Keyword ทำเงิน ที่มีคุณค่าทางธุรกิจกว่าคำกว้างๆ ปริมาณค้นหาเยอะ แต่ไม่เฉพาะเจาะจง ซึ่งการค้นหา Long Tail Keyword ที่จะนำมาใช้ในการทำ SEO สามารถทำได้โดยใช้ Keyword Tool ต่างๆ ที่มีทั้งแบบฟรีและเสียเงินในการค้นหา แต่ทั้งนี้ คนทำ SEO ก็ควรต้องรู้ว่ามีเมตริกอะไรที่ต้องดูเป็นบ้างถึงจะใช้เครื่องมือเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น Search Volume, Keyword Difficulty (KD) เป็นต้น ซึ่งในบทความนี้เรามีการบอกวิธีการใช้และวิธีการดูแบบคร่าวๆ ให้บ้างแล้ว ก็หวังว่า บทความนี้จะช่วยทำให้ทุกคนรู้จัก Long Tail Keyword และเข้าใจวิธีการหาได้มากขึ้นด้วยนะครับ

]]>